วันพฤหัสบดีที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

หน่วยที่3 วิถีไทย
ส้มตำ
ส้มตำ เป็นอาหารที่คนอีสานชอบและกิน กินกับข้าวเหนียวหรือกินเล่น ๆก็ได้ คนภาคอีสานและภาคเหนือเรียกว่า ตำส้ม การทำส้มตำทำง่ายๆคือ นำมะละกอที่แก่จัดมาปลอกเปลือกออก ล้างเอายางออกให้สะอาดแล้วสับไปตามทางยาวของลูกมะละกอ สับได้ที่แล้วก็ซอยออกเป็นชิ้นบางๆ จะได้มะละกอเป็นเส้นเล็กๆ ปลายเรียว เมื่อได้ปริมาณมากตามต้องการแล้ว ต่อไปก็เตรียม พริก กระเทียม มะนาว น้ำปลา ถ้าเป็นส้มตำแบบอีสานแท้นั้นใช้น้ำปลาร้าแทนน้ำปลาหรือจะใช้ทั้งสองอย่าง
     เมื่อเตรียมทุกอย่างครบแล้วก็นำ พริก กระเทียมมาใส่ลงในครก ใช้สากตำละเอียดพอประมาณ ใส่มะละกอที่ซอยไว้แล้วลงไป ตำให้พริก กระเทียม มะละกอคลุกเคล้ากันให้เข้ากันดี หากเตรียมมะเขือเทศและถั่วฝักยาวมาด้วยก็จะฝานผสมลงไป เติมมะนาว น้ำปลาร้า และน้ำปลา ตำคลุกเคล้ากันดีแล้ว ตักชิมรสดู เติมเปรี้ยวหรือเค็มตามต้องการ แล้วตักใส่จาน กินกับข้าวเหนียวได้พร้อมกับกับข้าวอย่างอื่น คนอีสานกินส้มตำเป็นกับข้าวได้ทุกมื้อ
     ต่อมาตำส้มของชาวอีสานแพร่หลายลงมาภาคกลาง อาจเนื่องมาจากชาวอีสานมาทำงานเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะกรุงเทพมหานคร ตำส้มแบบอีสานก็แพร่หลายในกรุงเทพและส่วนอื่นๆของประเทศไทย โดยเฉพาะร้านข้าวเหนียวส้มตำจะแพร่หลายอยู่ตามกลุ่มคนงานชาวอีสาน นอกจากส้มตำก็จะมีไก่ย่าง ปลาดุกย่างและอาหารอื่นๆด้วย ส้มตำเลยเป็นที่นิยมแพร่หลาย การทำส้มตำจึงมีการปรับปรุงให้เหมาะสมกับคนภาคกลาง เช่น เพิ่มน้ำตาลให้มีรสหวาน เพิ่มถั่วลิสงคั่ว และกุ้งแห้ง ตัดปลาร้าออกใช้แต่น้ำปลาเป็นต้น ส้มตำ หรือ ตำส้มจึงมีรสดั้งเดิมแบบอีสาน หรือแบบภาคกลาง เรียกว่า ตำไทย ซึ่งออกรสหวาน ยิ่งกว่านั้นยังมีการเพิ่มปูดองเข้าไปอีกเพื่อเพิ่มรสชาติให้อร่อยมากยิ่งขึ้น
     ตำส้มของชาวอีสาน ไม่เฉพาะแต่มะละกอเท่านั้น ผลไม้อย่างอื่นที่ยังไม่สุกก็นำมาทำเป็นตำส้มได้ เช่นขนุนอ่อน มะม่วง มะยม เป็นต้น
     ปัจจุบัน ส้มตำมิใช่แพร่หลายเฉพาะในหมู่คนไทยเท่านั้น ส้มตำแพร่หลายออกไปจนกลายเป็นอาหารที่นานาชาติรู้จักและเป็นอาหารจานโปรดของนักท่องเที่ยวที่โรงแรมชั้นหนึ่งทุกแห่ง ที่สำคัญ ทหารอเมริกันที่มารบกับเวียดนาม มาประจำที่ฐานทัพในประเทศไทย ต่างก็ติดใจตำส้มอีสาน นำไปเผยแพร่ที่อเมริกาจนรู้จักกันไปทั่วโลกทีเดียว

อุทยานเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี
ซอยสมเด็จเจ้าพระยา 3 เขตคลองสาน กรุงเทพ

ความเป็นมา
             อุทยานเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี เขตคลองสาน กรุงเทพมหานคร สร้างขึ้นตามกระแสพระราชดำริในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ตั้งแต่ พ.ศ. 2536 ที่จะให้อนุรักษ์ อาคารเก่าย่านนิวาสสถานเดิม ครั้งทรงพระเยาว์ของสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี เมื่อทรงทราบจากคณะสำรวจว่า ณ สถานที่แห่งนี้ มีอาคารเก่าซึ่งมีลักษณะและที่ตั้งใกล้เคียง "บ้าน" ที่สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนีเคยประทับ จึงมีพระราชประสงค์ ที่จะให้อนุรักษ์ไว้เป็นพิพิธภัณฑ์เทิดพระเกียรติสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี และพัฒนาพื้นที่เป็นสวนสาธารณะระดับชุมชน เพื่อให้ประชาชนทุกเพศทุกวัยใช้พักผ่อนหย่อนใจ ฟื้นฟูสุขภาพ ร่วมชุมนุมประกอบพิธี หรือ กิจกรรมรื่นเริงตามเทศกาลต่างๆ และเป็นแหล่งศึกษาพันธุ์ไม้ ซึ่งนายแดง นานา และนายเล็ก นานา ผู้ถือกรรมสิทธิ์ที่ดินได้พร้อมใจน้อมเกล้าฯ ถวายที่ดินจำนวน 4 ไร่
           อุทยานเฉลิมพระเกียรติฯ จัดแบ่งบริเวณออกเป็น 2 ส่วนคือ
          1. บริเวณสวนพักผ่อนทั่วไป จัดให้เป็นสวนสาธารณะระดับชุมชน แวดล้อมด้วยไม้หลากพันธุ์ โดยเฉพาะพันธุ์ไม้ไทยกลิ่นหอม เช่น ชำมะนาด พุดจีบ ปีบ ลั่นทม ฯลฯ เพื่อให้ประชาชนทุกเพศทุกวัยใช้เป็นที่พักผ่อนหย่อนใจ ฟื้นฟูสุขภาพ ร่วมชุมนุมประกอบพิธี หรือ กิจกรรมตามเทศกาลต่างๆ และเป็นแหล่งศึกษาพันธุ์ไม้ รวมถึงเป็นสถานที่จัดนิทรรศการ อบรมงานศิลปะ และงานฝีมือ โดยจัดให้ผสมกลมกลืนกับสภาพแวดล้อมตามธรรมชาติ
บริเวณอุทยาน


          2. บริเวณอนุรักษ์ประกอบด้วย
              ศาลาทรงแปดเหลี่ยม สร้างขึ้นเพื่อเฉลิมฉลองในวโรกาสครบ 8 รอบ วันพระราชสมภพสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ปัจจุบันเป็นที่ประดิษฐานพระรูปสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี
ศาลาทรงแปดเหลี่ยม


          บ้านจำลอง เป็นการจำลองบ้านเดิมที่สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี เคยประทับเมื่อครั้งยังทรงพระเยาว์ แสดงออกถึงความเป็นอยู่เรียบง่ายแบบไทย
บริเวณบ้านจำลอง
ในครัวบ้านจำลอง


          อาคารพิพิธภัณฑ์ การบูรณะอาคารโบราณเพื่อปรับใช้เป็นอาคารพิพิธภัณฑ์ จัดแสดงนิทรรศการพระราชประวัติและพระราชกรณียกิจ ของสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี

          อาคารวิชาการ เพื่อจัดนิทรรศการ มุมสำหรับอ่านหนังสือตลอดจนที่สำหรับใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์
          อาคารศูนย์ศิลป์ศรีพิพัฒน์ (แพ บุนนาค) เป็นอาคารโบราณ เพื่อปรับใช้เป็นอาคารศูนย์ศิลป์ สำหรับจัดแสดงนิทรรศการทางศิลปะและวัฒนธรรมไทย โดยหมุนเวียนการจัดแสดงผลงานตลอดทั้งปี
          แผ่นหินแกะสลัก เฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี โดยงานปติมากรรมแกะสลักแผ่นหินขนาดใหญ่แบบนูนต่ำ ตั้งอยู่กลางอุทยานฯ ใกล้บ้านจำลอง เป็นหินทรายสีเขียวนำมาจากที่โคราช ยาว 8 เมตร สูง 1 เซนติเมตร หนา 90 เซนติเมตร หนักประมาณ 32 ตัน โดยเป็นการจัดวางภาพพระราชกรณียกิจ และภาพริ้วกระบวนไหว้สาแม่ฟ้าหลวง
แผ่นหินแกะสลัก

         อาคารสำนักงาน บูรณะอาคารโบราณเพื่อปรับใช้บางส่วนเป็นอาคารสำนักงานสำหรับใช้ปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ บางส่วนของซากอาคารโบราณจะคงอนุรักษ์ให้เป็นส่วนหนึ่งของภูมินิทัศน์ เช่น ซุ้มประตูทางเข้าปรักหักพัง ซากของผนังกำแพงโบราณในบริเวณใกล้เคียงลานเอนกประสงค์
             อุทยานเฉลิมพระเกียรติฯ แห่งนี้ จึงเปรียบประดุจพระราชอนุสรณ์สถานที่รำลึกถึงความรักความผูกพัน กอรปด้วยพระราชหฤทัย เปี่ยมไปด้วยกตัญญในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ทรงถวายแด่สมเด็จพระราชมารดาของพระองค์ ซึ่งผู้ได้รับประโยชน์จากอุทยานฯ แห่งนี้คือ เหล่าพสกนิกรทั้งหลาย ซึ่งจะเป็นสถานที่ไว้สำหรับศึกษาพระราชประวัติของสมเด็จย่า รวมถึงได้อนุรักษ์ต้นไม้ใหญ่ที่มีมาแต่เดิมอายุกว่า 100 ปี อาทิ ต้นโพธิ์ ต้นชงโค ต้นไทร จะร่มรื่นท่ามกลางหมู่อาคารโบราณและศิลปะร่วมสมัย อีกทั้งยังเป็นสถานที่ซึ่งแสดงออกถึงความจงรักภักดี ความปรองดองของชุมชนวัดอนงคารามที่ชนชาติทั้งไทย จีน ลาว แขก พุทธ มุสลิมพำนักอาศัยอยู่ร่วมทุกข์ร่วมสูขด้วยกันอย่างสันติ
โทรศัพท์ติดต่ออุทยานฯ : (662)0-2437-7799, 0-2439-0902, 0-2439-0896 โทรสาร. 0-2437-1853
รถประจำทางที่ผ่าน : สาย 6, 42, 43
วันเวลาที่ทำการ : เปิดทำการทุกวัน อุทยานฯ : เวลา 06.00-18.00 น.
                          พิพิธภัณฑ์ (หยุดวันนักขัตฤกษ์) : เวลา 09.00-16.00 น.
หากมาเยี่ยมชมเป็นหมู่คณะมีเจ้าหน้าที่ให้คำบรรยายและนำชมสถานที่ / ปฏิทินกิจกรรม : จัดกิจกรรมพิเศษในวันสำคัญ เกี่ยวกับสมเด็จย่า จัดกิจกรรมตามเทศการต่างๆ อาทิ วันคล้ายวันสวรรคต (18 กรกฎาคม), วันแม่แห่งชาติ (12 สิงหาคม), วันคล้ายวันพระราชสมภพ (21 ตุลาคม), วันเฉลิมพระชนมพรรษา (5 ธันวาคม), วันเด็กแห่งชาติ เป็นต้น
สถานที่ใกล้เคียงน่าสนใจ : ศาลเจ้าพ่อกวนอู (อยู่ติดริมแม่น้ำเจ้าพระยา มีท่าน้ำที่สามารถนำเรือมาจอด เพื่อเข้าชมอุทยานฯ ได้), ศาลเจ้าพ่อเสือ, วัดอนงคาราม, วัดพิชยญาติการาม, วัดประยูรวงศาวาส
เอกสารแจกเนื่องในงานแถลงข่าว "ฉลองครบรอบ 5 ปี อุทยานเฉลิมพระเกียรติสมเด็จย่า"
วัน พุธ ที่ 9 ตุลาคม 2545

 
เอกสารแจกเนื่องในงานแถลงข่าว "ฉลองครบรอบ 5 ปี อุทยานเฉลิมพระเกียรติสมเด็จย่า"
วัน พุธ ที่ 9 ตุลาคม 2545
งาน "ฉลองครบรอบ 5 ปี อุทยานเฉลิมพระเกียรติสมเด็จย่า"
             เนื่องในวโรกาสวันคล้ายวันพระราชสมภพสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี วันที่ 21 ตุลาคม 2545 และเป็นปี แห่งการครบรอบ 5 ปีของการก่อตั้งอุทยานเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ทางอุทยานเฉลิมพระเกียรติฯ จึงได้กำหนดจัดงาน "ฉลองครบรอบ 5 ปี อุทยานเฉลิมพระเกียรติสมเด็จย่า" ขึ้นระหว่างวันที่ 19-21 คุลาคม 2545 ภายในงานจะเป็นการรวบรวมกิจกรรมต่างๆ ที่ทางอุทยานเคยจัดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นศิลปะการแสดงและดนตรี, กิจกรรมอบรมเกี่ยวกับงานศิลปะประดิษฐ์, กิจกรรมศิลปะกลางสวน และกิจกรรมที่น่าสนใจอีกมากมาย โดยจัดในรูปแบบของการออกร้านจำหน่ายศิลปะหัตถกรรม, การสาธิตและการอบรม อาทิ การสอนพับดอกบัวจากวิทยาลัยในวัง หรือ การสอนเพ้นท์เสื้อ เป็นต้น อีกทั้งจะมีพิธีเปิดนิทรรศการศิลปะ ที่ศูนย์ศิลป์ศรีพิพัฒน์ (แพ บุนนาค) และ โครงการ "102 จิตรกรรมรำลึกถึงสมเด็จย่า" โดยให้นักเรียน นักศึกษา ประชาชนทั่วไปและศิลปินร่วมเขียนภาพ ในหัวข้อ "รำลึกถึงสมเด็จย่า" จำนวน 102 ภาพ ซึ่งเป็นวาระครบรอบ 102 ปีแห่งการเสด็จพระราชสมภพสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี โดยภาพที่ได้จะนำมาจัดเป็นนิทรรศการกลางแจ้ง ณ ลานแผ่นหินแกะสลัก อุทยานเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี(ตามรายละเอียดกำหนดการที่แนบมา)
วัตถุประสงค์
1. เพื่อเฉลิมพระเกียรติและรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี
2. เพื่อเฉลิมฉลองครบรอบ 5 ปี อุทยานเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี
3. เพื่อให้ประชาชนได้เข้าร่วมกิจกรรมต่างๆ ที่ทางอุทยานจัดขึ้น
4. เพื่อสงเสริมกิจกรรมของอุทยานทั้งด้านศิลปะและวัฒนะธรรม
5. เพื่อประชาสัมพันธ์กิจกรรมของอุทยานฯ ให้เป็นที่รู้จักแพร่หลายมากยิ่งขึ้น
กลุ่มเป้าหมาย

ประชาชนทั่วไป, นักเรียนและนักศึกษารูปแบบการจัดงาน
วันที่ 19 ตุลาคม 2545 กิจกรรมต่างๆ จะเน้นในเรื่องของศิลปวัฒนธรรมไทย
วันที่ 20 ตุลาคม 2545 กิจกรรมต่างๆ จะเน้นในเรื่องของศิลปะร่วมสมัย
วันที่ 21 ตุลาคม 2545 พิธีทำบุญตักบาตรและวางพานพุ่มถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จย่า และกิจกรรมเกี่ยวกับเยาวชน

กำหนดการ
งาน "ฉลองครบรอบ 5 ปี อุทยานเฉลิมพระเกียรติสมเด็จย่า"
วันที่ 19-21 ตุลาคม 2545
ณ อุทยานเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี

วันเสาร์ที่ 19 ตุลาคม 2545
07.30 น.                   -  เดินเท้าท่องเที่ยว "ตามรอยบ้านเดิมสมเด็จย่า"
09.00 - 16.30 น.     -  ซุ้มสาธิตและจำหน่ายงานศิลปะประดิษฐ์
                                 -  ซุ้มกิจกรรมทำมือ (งานไอเดีย)
10.00 - 19.00 น.     -  ซุ้มจำหน่ายงานศิลปะหัตถกรรม
11.00 - 12.00 น.     -  การแสดงดวลดนตรีไทย จาก โรงเรียนดนตรีเอื้อมอารีย์
14.00 - 15.00 น.     -  การแสดงลำตัดจากคณะ "ไฉน ลูกเมืองมีน"
16.30 - 18.30 น.     -  การแสดงดนตรีจากวงดนตรี "จารุกนก"
วันอาทิตย์ที่ 20 ตุลาคม 2545
09.00 - 16.30 น.      -  ซุ้มสาธิตและจำหน่ายงานศิลปะประดิษฐ์ - ซุ้มกิจกรรมทำมือ (งานไอเดีย)
10.00 - 14.00 น.      -  ประชาชนทั่วไปร่วมเขียนภาพในโครงการ "102 จิตกรรมรำลึกถึงสมเด็จย่า"
10.00 - 19.00 น.      -  ซุ้มจำหน่ายงานศิลปะหัตถกรรม
11.00 - 11.30 น.      -  การแสดงดนตรีบรรเลงกีต้าร์
14.00 - 15.30 น.      -  การแสดงดนตรี Saxophone Quartet จากวง Dr.Sax School Of Music
16.30 - 17.00 น.      -  Solo Performance โดย วรรณศักดิ์ ศิริหล้า
18.00 - 19.00 น.      -  พิธีเปิดงานนิทรรศการศิลปะ "สองสื่อ สองสมัย" โดย ประพันธ์ ศรีสุตา
                                  -  การแสดงดนตรีจากวง Brass Quintet
19.00 น.                   -  การแสดงดนตรีจากกลุ่มศิลปินอิสระ "Independent Artists"
วันจันทร์ที่ 21 ตุลาคม 2545
07.00 - 08.00 น.     -  พิธีทำบุญตักบาตรพระสงฆ์ 102 รูป เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี
08.00 - 09.00 น.     -  พิธีให้ธรรมโอวาท โดยสมเด็จพระมหาธีราจารย์ เจ้าอาวาสวัดชนะสงคราม
09.00 - 10.00 น.     -  พิธีวางพานพุ่มถวายราชสักการะพระรูปสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี
09.00 - 16.30 น.     -  ซุ้มสาธิตและจำหน่ายงานศิลปะประดิษฐ์
                                 -  ซุ้มกิจกรรมทำมือ (งานไอเดีย)
                                 -  การแสดงและการละเล่นเด็กไทย จากโรงเรียนในเขตคลองสาน
                                 -  บริการสาธารณสุข จากสำนักแพทย์ กทม.
10.00 - 19.00 น.     -  ซุ้มจำหน่ายงานศิลปะหัตถกรรม
11.00 - 12.00 น.     -  การแสดงอังกะลุงและดนตรีไทย จากร.ร.ในเขตคลองสาน
13.00 - 14.00 น.     -  กลุ่มยายกับตา สอนน้องๆ ทำหุ่นมือ และร่วมแสดงละครหุ่น
15.30 - 16.30 น.     -  การแสดงหุ่นกระบอกพื้นบ้าน จากคณะสี่ดรุณี จังหวัดเพชรบุรี
17.30 - 18.30 น.     -  การแสดงดนตรีจากวง "BSO Light Orchestra"
ดนตรีในสวน
หัวโขนที่นำมาแสดงในวันแถลงข่าว
ฝ่ายต้อนรับวันงานแถลงข่าว
กิจกรรมในงาน
ผู้มาราวมงานแถลงข่าว
แถลงข่าว

พิธีโกนผมจุก
 
     ในปัจจุบันนี้ เราจะมองหาเด็กที่ไว้ผมจุกแทบจะไม่มีเลยก็ว่าได้ เพราะโลกได้เจริญขึ้นและวัฒนธรรมใหม่ๆ ได้มีบทบาทในประเทศไทยแผ่คลุมทั่วไปหมด พิธีกรรมโบราณ ซึ่งบรรพบุรุษของเราเคยปฏิบัติมาหลายชั่วอายุคนก็ค่อยๆ หายสูญไป เหลือแต่เพียงอยู่ในความทรงจำเท่านั้น และอีกประการหนึ่ง การไว้ผมจุกให้แก่บุตรหลานตามสมัยโบราณนั้น นับได้ว่าเป็นเรื่องที่ยุ่งยากและมีพิธีรีตองมากมาย สู้เอาไว้ผมตามแบบธรรมดาดีกว่า และถ้าเป็นเด็กผู้หญิงก็ไว้ยาวเสียเลยทีเดียว
     สมัยก่อน-เมื่อเด็กมีอายุจะเข้าเขตวัยหนุ่มสาว (ชายอายุย่างเข้า 13 ปี หญิง 11 ปี ตามคตินิยมของอินเดีย) จึงมีการพิธีเพื่อบอกกล่าวแก่ญาติมิตร เช่น(Coming of Age ของฝรั่ง) อีกครั้งหนึ่งซึ่งเรียกว่า "พิธีมงคลโกนจุก"
     "พิธีมงคลโกนจุก" นี้ โดยมากมักจะหาโอกาสทำรวมกับพิธีมงคล เช่น ขึ้นบ้านใหม่ ทำบุญวันเกิด ฯลฯ เพราะนับเป็นงานมงคลเช่นเดียวกัน โดยมีสวดมนต์เย็น 1 วัน รุ่งขึ้นเลี้ยงพระแล้วก็ตัดจุกเด็กตามเวลาฤกษ์ ตอนบ่ายมีเวียนเทียนสมโภชทำขวัญเด็กตามพิธีพราหมณ์
     งานพิธีจะจัดใหญ่โตแค่ไหนนั้น แล้วแต่ฐานะของเจ้าของงานจะเห็นสมควร ดังได้กล่าวแล้ว งานพิธีโกนจุกนี้ ถ้าได้รวมกับพิธีมงคลอื่นๆ ก็จะเป็นการประหยัดรายจ่ายได้อีก

สิ่งที่ต้องเตรียมการ
     1. ให้โหรผูกดวงชะตาของเด็ก เพื่อสอบหาวันและฤกษ์งามยามดีให้ละเอียดและกำหนดวันงานให้แน่นอน พิธีนี้ควรทำงานเป็น 2 วัน คือเริ่มพิธีและสวดมนต์เย็น รุ่งขึ้นพระสงฆ์ฉันอาหารบิณฑบาตเช้าและตัดจุก
  การจัดเตรียมก็มีดังนี้
ก. จัดการตกแต่งสถานที่ให้สวยงาม และเหมาะสม เช่น มีผ้าหรือแพรเป็นระบาย ประดับทิวธงราชวัตรฉัตรชัย (สามัญชนใช้ฉัตร 3 ชั้น หรือจะไม่มีก็ได้) ประดับต้นกล้วย อ้อย ตลอดจนพันผ้าสีสลับกันรอบเสาโรงพิธีตั้งด้วยเบญจาอันประดับด้วยหยวกและฟักทองสลัก พร้อมทั้งใบและดอกไม้ของหอมให้สวยงาม
ข. จัดอาสนะ สำหรับพระสงฆ์เจริญพระพุทธมนต์และจัดโต๊ะตั้งพระพุทธรูปพร้อมด้วยของบูชา ตลอดจนวงด้ายสายสิญจน์
ค. จัดโต๊ะหรือม้าสำหรับวางเครื่องมงคลพิธี
ง. เตรียมเครื่องใส่น้ำมนต์และเครื่องจุณเจิม
จ. เชิญโหรหรือพราหมณ์มาประกอบพิธี นอกจากสิ่งของเหล่านี้แล้ว ควรจัดเตรียม "เครื่องทวาทศมงคล" คือเครื่องที่เป็นมงคล 12 ประการไว้ดังนี้

     ไตรพิธีมงคล 3 คือ
1. พทฺธรตฺน มงคล ได้แก่ พระพุทธรูป (ดับทุกข์)
2. ธมฺมรตฺน มงฺคล ได้แก่ พระพุทธมนต์ (ขจัดภัย)
3. สงฺฆรตฺน มงฺคล ได้แก่ พระสงฆ์ (บำบัดโรค)
   ษับฏาพิธมงคล 8 คือ
1. สิริปตฺตมงฺคล ได้แก่ บายศรี แว่นเวียนเทียน (ศิริวัฒนะ)
2. กรณฺฑกุภมงฺคล ได้แก่ เต้าน้ำ หม้อน้ำ (โภควัฒนะ)
3. สงฺขมงฺคล ได้แก่ สังข์ (ฑีฆายุวัฒนะ)
4. โสวญฺณรชฏาทิมงฺคล ได้แก่ แก้ว แหวน เงิน ทอง (สิเนหวัฒนะ)
5. วชิรจกฺกาวุธมงฺคล ได้แก่ จักรและเครื่องอาวุธ (อิทธิเตชะวัฒนะ)
6. วชิรคทามงฺคล ได้แก่ คธา "กระบองเพชร" (ภูติปีศาจ)
7. องฺกุสมงฺคล ได้แก่ ขอช้าง ตาข่ายช้าง (อุปทวันตรายนิวารนะ)
8. ฉัตฺตธชมงฺคล ได้แก่ ฉัตร ธงชัย (กิตติวัฒนะ)

     มุขวาทมงคล 1 คือ
1. มุขวาทมงคล ได้แก่การเวียนเทียนทำขวัญให้ศีลให้พร (เป็นเครื่องประสิทธิ์ให้เจริญสวัสดิ์มงคลทุกประการ)

   2. พิธีตอนเย็น พอถึงวันสวดมนต์เย็น (วันแรกของงาน) ก็จัดการอาบน้ำแต่งตัวให้เด็ก เด็กสามัญมักจะแต่งตัวด้วยเสื้อผ้าชุดใหม่ไปให้พราหมณ์ตัดจุก ในพิธีตรียัมพวายซึ่งมีประจำปีที่โบสถ์พราหมณ์ ส่วนผู้ที่มีกำลังจะทำพิธีได้ที่บ้านเรือนของตนเอง และแต่งตัวเด็กได้ตามความพอใจ ตั้งแต่ทำไรไว้ขอบรอบจุก และโกนผมล่างออกให้หมดจดเรียบร้อยแล้ว อาบน้ำทาขมิ้น เกล้าจุกปักปิ่นงามๆ และสวมมาลัยรอบจุก ผัดหน้าผัดตัวให้สะอาดขาวเหลืองเป็นนวลแล้วนุ่งผ้า ใส่เสื้อประดับด้วยเครื่องเพชรนิลจินดา มีใส่กำไลเท้า กำไลมือ สังวาลย์ จี้ ฯลฯ สุดแท้แต่กำลังของสติปัญญาจะสรรหามาได้

     เมื่อแต่งตัวเด็กเสร็จแล้ว ก็พาไปนั่งยังที่ทำพิธีมีโต๊ะตั้งตรงหน้า 1 ตัว สำหรับวางพานมงคล คือด้ายสายสิญจน์ที่ทำเป็นวงพอดีศรีษะเด็ก เมื่อผู้เป็นประธานในพิธีจุดเทียนหน้าพระรับศีล พระสวดมนต์แล้ว ก็ใส่มงคลนั้นให้แก่เด็กจนสวดมนต์จบแล้ว จึงปลดสายสิญจน์จากมงคลเด็กที่โยงไปสู่ที่บูชาพระนั้นออก แล้วพาเด็กกลับจากพิธีได้

     รุ่งเช้า จัดการแต่งตัวเด็กโดยให้นุ่งผ้าขาวห่มขาวใส่เกี้ยวนวมสร้อยสังวาลย์เต็มที่อย่างเมื่อตอนเย็น แต่ไม่ใส่ถุงเท้ารองเท้า พาไปนั่งยังพิธีมีพานล้างหน้า และพานรองเกี้ยววางไว้บนโต๊ะตรงหน้าแขวนมงคล ผู้ที่จะโกนผมจัดการถอดเกี้ยวออกใส่พาน แล้วแบ่งผมจุกเด็กออกเป็น 3 ปอย เอาสายสิญจน์ผูกปลายผมกับแหวนนพเก้า (ซึ่งแปลว่า สี่ดาวประจำนพเคราะห์) และใบมะตูมทั้ง 3 ปอย ครั้นถึงเวลาฤกษ์โหรก็ลั่นฆ้องชัย พระสวด "ชยันโตฯ" ประโคมพิณพาทย์มโหรี ผู้เป็นประธานในพิธีจึงตัดจุกเด็กปอย 1 แล้วผู้เป็นใหญ่ในตระกูลตัดปอยที่ 2 พ่อเด็กตัดปอยที่ 3 ผู้ตัดไม่จำกัดบุคคลว่าเป็นผู้ใดแล้วแต่เจ้าของงานจะเชิญเจาะจงด้วยความนับถือ เมื่อตัดผมเด็กทั้ง 3 ปอยให้สิ้นแล้ว ผู้โกนผมก็จะเข้าไปโกนให้เกลี้ยง แล้วจูงเด็กไปถอดสร้อยนวมที่จะเปียกน้ำไม่ได้ออก และนำเด็กไปนั่งยังเบญจาที่รดน้ำซึ่งตั้งไว้ในชานชาลาแห่งหนึ่งพร้อมด้วยพระพุทธมนต์ที่ใส่ในคนโฑแก้ว เงินทอง ตามที่มี ตั้งไว้บนม้าหมู่หนึ่ง ผู้ที่มาในงานนั้นก็เข้าไปรดน้ำพระพุทธมนต์นั้นให้แก่เด็ก ตามยศและอาวุโส เมื่อเสร็จการรดน้ำแล้ว ก็พาเด็กขึ้นมาแต่งตัวใหม่และเลี้ยงพระสงฆ์ในเวลาที่เด็กแต่งตัวอยู่ ตอนนี้เด็กผู้ชายก็แต่งอย่างเด็กผู้ชายคือนุ่งผ้าใส่เสื้อ ส่วนผู้หญิงก็นุ่งจีบห่มสไบ แสดงให้เห็นว่าแยกเพศออกจากการเป็นเด็กแล้ว เมื่อแต่งตัวเต็มที่ใส่มงคลเรียบร้อยแล้ว ก็นำออกไปให้ถวายของพระที่ฉันแล้วด้วยตัวเด็กเอง เมื่อสวด "ยะถาสัพพี" ให้พรแล้วกลับ เด็กก็กลับมาพักถอดเครื่องแต่งตัวได้ จนถึงเวลาเย็นราว 16-17 น. ก็แต่งตัวเด็กชุดถวายของพระออกไปทำขวัญตามพิธีพราหมณ์อีกครั้งหนึ่ง ตอนนี้ไม่มีพระสงฆ์มีแต่พวกพราหมณ์และพิณพาทย์มโหรีสำหรับประโคมเวลาเวียนเทียนให้เด็กนั่งหลังโต๊ะบายศรี และพราหมณ์ก็ทำขวัญตามวิธี คือ ผูกมือจุณเจิมแป้งกระแจะน้ำมันจันทน์ ให้กินน้ำมะพร้าวแล้วเวียนเทียน 3 รอบ เป็นอันว่าเสร็จการทำขวัญ
ม้าก้านกล้วย
 คนไทยรู้จักธรรมชาติและสภาพแวดล้อมเป็นอย่างดี เมื่อตั้งบ้านเรือนเป็นกลุ่ม เป็นหมู่บ้านก็ปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อม ใช้และรักษาธรรมชาติ และสภาพแวดล้อมอย่างชาญฉลาด เด็กไทยก็ดัดแปลงสิ่งที่อยู่ใกล้ตัวมาทำเป็นของเล่นได้อย่างเหมาะสมและสนุกสนาน
     ม้าก้านกล้วย เป็นของเล่นที่เด็กผู้ชายที่อยู่ในวัยซุกซนชื่นชอบมาก เด็กไทยทั่วไปจะรู้จักการเล่นม้าก้านกล้วยเป็นอย่างดี
     วิธีทำม้าก้านกล้วย ทำง่าย เด็กๆสามารถทำเล่นเองได้ ถ้าอยากเล่นม้าก้านกล้วย เด็กๆก็จะถือมีดเข้าไปในสวนหรือที่ทั่วไปตามบริเวณบ้านที่มีต้นกล้วย เพราะหมู่บ้านคนไทยจะปลูกต้นกล้วยไว้แทบทุกหลังคาเรือน
     เมื่อเลือกใบกล้วยที่มีความยาวพอเหมาะ ก็จะตัดใบกล้วยมา เอามีดเลาะเอาใบกล้วยออก เหลือไว้ที่ปลายใบเล็กน้อยเพื่อให้เป็นหางม้า ที่ก้านด้านโคนจะมีขนาดใหญ่เกือบเท่าข้อมือของเด็กๆ ด้านนี้เอง เด็กๆจะกะความยาวประมาณหนึ่งคืบ หรือสองคืบ แล้วเอามีดฝานแฉลบด้านข้างของก้านตรงที่กะไว้ฝานบางๆไปทางด้านโคนทั้งสองข้าง เพื่อให้เป็นหูม้า พอได้ขนาดหูยาวตามต้องการแล้วก็เอามือหักก้านกล้วยตรงที่กะจะให้เป็นโคนหูม้า ก้านกล้วยก็จะกลายเป็นรูปม้ามีหูม้าชันขึ้นทั้งสองข้าง เสร็จแล้วก็เอาแขนงไม้ใผ่มาเสี้ยมปลายให้แหลม ความยาวประมาณคืบเศษ เสียบหัวม้าที่พับเอาไว้ เสียบทะลุไปที่ก้าน ไม้ที่เสียบก็จะมีลักษณะเหมือนสายบังเหียนที่ผูกปากม้ากับคอม้า เสร็จแล้วก็ทำเชือกกล้วยมาผูกด้านหัวม้าและหางม้า ทำเป็นสายสะพายบ่า แค่นี้ก็เสร็จ หาแขนงไม้ไผ่มา ๑ อัน ทำเป็นแส้ขี่ม้า ตอนนี้ก็พร้อมที่จะเล่นม้าก้านกล้วยได้แล้ว
     การเล่นม้าก้านกล้วยก็แล้วแต่เด็กๆจะคิดเล่น เช่น เล่นควบม้าวิ่งแข่งกันหาคนชนะ ควบม้าจัดกระบวนทัพต่อสู้กัน หาอาวุธตามรั้วคือแขนงไม้ไผ่มาทำเป็นดาบรบกัน หรือจะวิ่งแข่งกันเป็นคู่ๆ หากไม่มีเพื่อนก็ควบเล่นคนเดียวที่ลานบ้านหรือเลี้ยวไปตามป่ากล้ายในสวนก็ได้
     ม้าก้านกล้วย นอกจากเด็กๆจะทำเล่นได้เอง วัสดุก็หาง่าย วิธีเล่นก็ฝึกความคิด ฝึกการเล่นเป็นหมู่คณะมีผู้นำ ผู้ตาม วิธีเล่นก็เหมาะกับเด็กๆ ได้ออกกำลังกาย ได้เคลื่อนไหวเหมาะแก่วัยของเด็กๆ ม้าก้านกล้วยเป็นการละเล่นที่ง่ายและมีประโยชน์และเป็นภูมิปัญญาของคนไทยที่น่าสนใจอย่างยิ่ง
หน่วยที่2 วัฒนธรรมตะวันออกและตะวันตกที่มีอิทธิพลต่อสังคมไทย
วัฒนธรรมตะวันออกและตะวันตกที่มีอิทธิพลต่อสังคมไทย
          การติดต่อกับชาวต่างชาติของคนไทยในยุคสมัยต่าง ๆ มีผลต่อสังคมไทยหลายด้าน  วัฒนธรรมตะวันออกและตะวันตกได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมไทย  โดยวัฒนธรรมบางอย่างได้ถูกปรับใช้ให้เหมาะสมกับวิถีชีวิตและประเพณีดั้งเดิมของคนไทย  ขณะที่วัฒนธรรมบางอย่างรับมาใช้โดยตรง
          1.  วัฒนธรรมตะวันออกที่มีอิทธิพลต่อสังคมไทย
          อิทธิพลของวัฒนธรรมตะวันออกต่อสังคมไทยมีมาตั้งแต่ก่อนการตั้งอาณาจักรของคนไทย  เช่น  สุโขทัย  ล้านนา  ซึ่งมีทั้งวัฒนธรรมที่รับจากอินเดีย  จีน  เปอร์เซีย  เพื่อนบ้าน  เช่น  เขมร  มอญ  พม่า  โดยผ่านการติดต่อค้าขาย  การรับราชการของชาวต่างชาติ  การทูต  และการทำสงคราม
          สำหรับตัวอย่างอิทธิพลของวัฒนธรรมตะวันออกที่มีต่อสังคมไทยมีดังนี้
                    1.  ด้านอักษรศาสตร์  เช่น  ภาษาไทยที่ถูกประดิษฐ์ขึ้นในสมัยสุโขทัยได้รับอิทธิพลจากภาษาขอม  รับภาษาบาลี  ภาษาสันสกฤตจากหลายทางทั้งผ่านพระพุทธศาสนา  ผ่านศาสนาพราหมณ์-ฮินดู  จากอินเดีย  เขมร  นอกจากนี้  ในปัจจุบันภาษาจีน  ญี่ปุ่น  เกาหลี  ก็ได้มีอิทธิพลต่อสังคมไทยมากขึ้น
                    2.  ด้านกฎหมาย  มีการรับรากฐานกฎหมาย  มีการรับรากฐานกฎหมายอินเดีย  ได้แก่  คัมภีร์พระธรรมศาสตร์  โดยรับผ่านมาจากหัวเมืองมอญอีกต่อหนึ่ง  และกลายเป็นหลักของกฎหมายไทยสมัยอยุธยาและใช้มาถึงสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น
                    3.  ด้านศาสนา  พระพุทธศาสนาเผยแผ่อยู่ในผืนแผ่นดินไทยมาเป็นเวลายาวนานแล้ว  ดังจะเห็นได้จากแว่นแคว้นโบราณ  เช่น  ทวารวดี  หริภุญชัยได้นับถือพระพุทธศาสนา  หรือสุโขทัย  รับพระพุทธศาสนาจากนครศรีธรรมราชและได้ถ่ายทอดให้แก่อาณาจักรอื่น ๆ ซึ่งมีผลต่อการดำเนินชีวิตและการสร้างสรรค์ศิลปวัฒนธรรมของคนไทยตลอดมา  นอกจากนี้  คนไทยยังได้รับอิทธิพลในการนับถือศาสนาอิสลามที่พ่อค้าชาวมุสลิมนำมาเผยแผ่  รวมทั้งคริสต์ศาสนาที่คณะมิชชันนารีนำเข้ามาเผยแผ่ในเมืองไทยนับตั้งแต่สมัยอยุธยาเป็นต้นมา
                    4.  ด้านวรรณกรรม  ในสมัยอยุธยาได้รับวรรณกรรมเรื่องรามเกรียรติ์  มาจากเรื่องรามายณะของอินเดีย  เรื่องอิเหนาจากชวา  ในสมัยรัตนโกสินทร์ได้มีการแปลวรรณกรรมจีน  เช่น  สามก๊ก  ไซอิ๋ว  วรรณกรรมของชาติอื่น ๆ เช่น  ราชาธิราชของชาวมอญ  อาหรับราตรีของเปอร์เซีย  เป็นต้น
                    5.  ด้านศิลปวิทยาการ  เช่น    เชื่อกันว่าชาวสุโขทัยได้รับวิธีการทำเครื่องสังคโลกมาจากช่างชาวจีน  รวมทั้งรูปแบบสถาปัตยกรรมเนื่องในพระพุทธศาสนาจากอินเดีย  ศรีลังกา
                    6.  ด้วยวิถีการดำเนินชีวิต  เช่น   คนไทยสมัยก่อนนิยมกินหมากพลู  รับวิธีการปรุงอาหารที่ใส่เครื่องแกง  เครื่องเทศจากอินเดีย  รับวิธีการปรุงอาหารแบบผัด  การใช้กะทะ  การใช้น้ำมันจากจีน  ในด้านการแต่งกาย  คนไทยสมัยก่อนนุ่งโจงกระเบนแบบชาวอินเดีย  เป็นต้น
          2.  วัฒนธรรมตะวันตกที่มีอิทธิพลต่อสังคมไทย
          ไทยได้รับวัฒนธรรมตะวันตกหลายด้านมาตั้งแต่สมัยอยุธยา  ในระยะแรกเป็นความก้าวหน้าด้านการทหาร  สถาปัตยกรรม  ศิลปวิทยาการ  ในสมัยรัตนโกสินทร์ตั้งแต่รัชกาลที่ 3  เป็นต้นมา  คนไทยรับวัฒนธรรมตะวันตกมากขึ้น  ทำให้มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงวิถีของคนไทยมาจนถึงปัจจุบัน
          ดัวอย่างวัฒนธรรมตะวันตกที่มีอิทธิพลต่อสังคมไทยที่สำคัญมีดังนี้
                    1.  ด้านการทหาร  เป็นวัฒนธรรมตะวันตกแรก ๆ ที่คนไทยรับมาตั้งแต่อยุธยา  โดยซื้ออาวุธปืนมาใช้  มีการสร้างป้อมปราการตามแบบตะวันตก  เช่น  ป้อมวิไชยประสิทธิ์ที่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา  ออกแบบโดยวิศวกรชาวฝรั่งเศส  ในสมัยรัตนโกสินทร์มีการจ้างชาวอังกฤษเข้ามารับราชการเพื่อทำหน้าที่ให้คำปรึกษาด้านการทหาร  มีการตั้งโรงเรียนนายร้อย  การฝึกหัดทหารแบบตะวันตก
                    2.  ด้ารการศึกษา  ในสมัยรัชกาลที่ 3  มีชนชั้นนำจำนวนหนึ่ง  เช่น  พระอนุชาและขุนนางได้เรียนภาษาอังกฤษและวิทยาการตะวันตก  ในสมัยรัชกาลที่ 4  ทรงจ้างครูต่างชาติมาสอนภาษาอังกฤษและความรู้แบบตะวันตกในราชสำนัก
                    ในสมัยรัชการลที่ 5  มีการตั้งโรงเรียนแผนใหม่  ตั้งกระทรวงธรรมการขึ้นมาจัดการศึกษาแบบใหม่  ทรงส่งพระราชโอรสและนักเรียนไทยไปศึกษาที่ประเทศต่าง ๆ เช่น  โรงเรียนแพทย์  โรงเรียนกฎหมาย  ในสมัยรัชกาลที่ 6  มีพระราชบัญญัติการศึกษาภาคบังคับและการตั้งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
                    3.  ด้านวิทยาการ  เช่น  ความรู้ทางด้านดาราศาสตร์  พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงใช้ความรู้ทางดาราศาสตร์จนสามารถคำนวณการเกิดสุริยุปราคาได้อย่างถูกต้อง  ความรู้ทางการแพทย์สมัยใหม่  ซึ่งเริ่มในสม้ยรัชกาลที่ 3  ในสมัยรัชกาลที่ 5  มีการจัดตั้งโรงพยาบาล  โรงเรียนฝึกหัดแพทย์และพยาบาล  ความรู้ทางการแพทย์แบบตะวันตกนี้ได้เป็นพื้นฐานทางการแพทย์และสาธารณสุขไทยในปัจจุบัน
                    ด้านการพิมพ์  เริ่มจากการพิมพ์หนังสือพิมพ์รายปักษ์ภาษาไทยขึ้นเป็นครั้งแรกใน พ.ศ. 2387  ชื่อ  "บางกอกรีคอร์เดอร์"  การพิมพ์หนังสือทำให้ความรู้ต่าง ๆ แพร่หลายมากขึ้น  ในด้านการสื่อสารคมนาคม  เช่น  การสร้างถนน  สะพาน  โทรทัศน์  โทรศัพท์  กล้องถ่ายรูป  รถยนต์  รถไฟฟ้า  เครื่องคอมพิวเตอร์  เป็นต้น  ซึ่งช่วยอำนวยความสะดวกสบายให้แก่คนไทยเป็นอย่างมาก
                    4.  ด้านแนวคิดแบบตะวันตก  การศึกษาแบบตะวันตกทำให้แนวคิดทางการปกครอง  เช่น  ประชาธิปไตย  คอมมิวนิสต์  สาธารณรัฐแพร่เข้ามาในไทย  และมีความต้องการให้มีการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง  นอกจากนี้  วรรณกรรมตะวันตกจำนวนมากก็ได้มีอิทธิพลต่อการเปลี่ยนรูปแบบการประพันธ์จากร้อยกรองเป็นร้อยแก้ว  และการสร้างแนวคิดใหม่ ๆ ในสังคมไทย  เช่น  การเข้าใจวรรณกรรมรูปแบบนวนิยาย  เช่น  งานเขียนของดอกไม้สด  ศรีบูรพา
                    5.  ด้านวิถีการดำเนินชีวิต  การรับวัฒนธรรมตะวันตกและสิ่งประดิษฐ์ต่าง ๆ มาใช้  ทำให้วิถีการดำเนินชีวิตของคนไทยแบบเดิมเปลี่ยนแปลงไป  เช่น  การใช้ช้อนส้อมรับประทานอาหารแทนการใช้มือ  การนั่งเก้าอี้แทนการนั่งพื้น  การใช้เครื่องแต่งกายแบบตะวันตกหรือปรับจากตะวันตก  การปลูกสร้างพระราชวัง  อาคารบ้านเรือนแบบตะวันตก  ตลอดจนนำกีฬาของชาวตะวันตก  เช่น  ฟุตบอล  กอล์ฟ  เข้ามาเผยแพร่  เป็นต้น

ความหมายของวัฒนธรรมไทยและวัฒนธรรมตะวันตก
วัฒนธรรมไทยเป็นสิ่งต่างๆ ที่คนไทยกำหนด สร้าง หรือ รับเข้ามาเพื่อช่วยแก้ปัญหาหรือตอบสนองความต้องการของสมาชิกในสังคม ทั้งที่เป็นรูปธรรมและนามธรรม สิ่งต่างๆ เหล่านี้ได้มีการสืบทอดแพร่หลายและมีการปรับปรุงพัฒนาต่อๆ กันมา เพื่อให้เหมาะสมกับกาลเวลา สิ่งใดไม่เหมาะสมก็จะเสื่อมความนิยมไปกลายเป็นวัฒนธรรมในอดีต ซึ่งเป็นสิ่งที่กำหนดหรือสร้างขึ้นมานานแล้วและเป็นวัฒนธรรมที่คนไทยใช้สืบต่ออยู่จนถึงปัจจุบันจึงถือได้ว่าเป็นเอกลักษณ์ของชาติ
วัฒนธรรมระดับชาติถือได้ว่าเป็นประเภทหนึ่งของวัฒนธรรมไทย ซึ่งหมายถึงวัฒนธรรมที่เป็นหลักของชาติ หรือประจำชาติ ควรส่งเสริมให้ดำรงอยู่คู่กับชาติไทยตลอดไปเพื่อเป็นศูนย์รวมจิตใจของคนไทย เช่น พระพุทธศาสนา พระมหากษัตริย์ ภาษาไทย วัฒนธรรมประเพณีไทย มารยาทไทย ศิลปกรรมและสถาปัตยกรรม เป็นต้น ซึ่งในท้องถิ่นต่างๆ ของประเทศไทยย่อมมีการปฏิบัติวัฒนธรรมที่มีเอกลักษณ์ของตนนอกเหนือไปจากวัฒนธรรมหลักซึ่ง เรียกว่าวัฒนธรรมท้องถิ่น ซึ่งมีความแตกต่างกันด้วยภาษาพูด บ้านเรือน อาหาร ประเพณี และการละเล่นของภาคต่างๆ ในประเทศไทย เช่น ภาคเหนือที่อยู่อาศัยจะมีกาแลเป็นสัญลักษณ์ เป็นต้น
ทั้งนี้วัฒนธรรมไทยเป็นวัฒนธรรมที่อยู่บนรากฐานของพระพุทธศาสนาและสภาพแวดล้อมในลักษณะของสังคมเกษตรกรรม ซึ่งมีอิทธิพลต่อพฤติกรรมของคนไทยในสังคมทั้งทางด้านความคิด ความเชื่อ การบริโภค การทำงาน และการแสดงออกทางจิตใจแตกต่างไปจากสังคมอื่นๆ ก่อให้เกิดเป็นเอกลักษณ์ที่โดดเด่นของชาติที่ชาติอื่นไม่มี เช่น อักษรไทย อาหารไทย เป็นต้น และจากการที่สังคมไทยมีความสามารถในการปรับตัว และมีความยืดหยุ่นในการรับวัฒนธรรมต่างๆ จึงทำให้สามารถติดต่อและมีความสัมพันธ์อันดีกับต่างประเทศมาตลอดตั้งแต่อดีตจึงปัจจุบัน ดังนั้นสังคมไทยจึงมีลักษณะของการรับแบบอย่างวัฒนธรรมอื่นนำมาผสมผสานเป็นวัฒนธรรมไทย ซึ่งบางอย่างกลายเป็นวัฒนธรรมใหม่ และเป็นวิถีชีวิตในด้านต่างๆ ดังนี้
วัฒนธรรมด้านเครื่องนุ่งห่ม
การแต่งกายของคนไทยนับตั้งแต่โบราณ มีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องกับธรรมเนียมประเพณีของสังคมซึ่งมีแบบแผนตามคติความเชื่อ เช่นการนุ่งห่มสีตามวัน การนุ่งห่มตามเทศกาล และการนุ่งห่มตามยศถาบรรดาศักดิ์ เป็นต้น ซึ่งในช่วงสมัยรัตนโกสินทร์การแต่งกายของคนไทยในอดีตก็ได้รับอิทธิพลจากชาติตะวันตกด้วย ดังนี้
ในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น ผู้ชายในราชสำนักจะนุ่งโจงกระเบนหรือนุ่งกางเกงสนับเพลาขาสามส่วน ใส่เสื้อคอปิดผ่าอกแขนยาว ส่วนการแต่งกายของผู้หญิงจะได้รับอิทธิพลจากต่างชาติบ้าง โดยการนำผ้าแพรพรรณชั้นเลิศที่ผลิตจากทั้งในและต่างประเทศมาตัดเสื้อผ้า เช่น ผ้าฝ้ายจากเมืองแมนเซสเตอร์ ประเทศอังกฤษ ผ้ายกทองคำจากเมืองพาราณสี ประเทศอินเดีย เป็นต้น และการนำมาประดับด้วยรัตนชาติ ซึ่งถือว่าเป็นการเทิดทูน ให้เกียรติพระมหากษัตริย์ ต่อมาในรัชกาลที่ 5 เป็นระยะที่วัฒนธรรมตะวันตกเข้ามาแพร่หลายอย่างมาก เกิดการปฏิรูปการปกครองและสังคมรวมถึงการแต่งกายด้วย โดยวางระเบียบให้ข้าราชการสวมเสื้อชั้นใน เสื้อชั้นอก มีผ้าผูกคอตามแบบต่างชาติ แต่ยังคงเอกลักษณ์การนุ่งโจงกระเบนไว้ ต่อมาได้ปรับปรุงการแต่งกายให้เหมาะสมกับสภาพอากาศของเมืองไทยโดยการสวมเสื้อ “ราชประแตน” สำหรับสตรียังคงนุ่งผ้าโจงกระเบนยกดอกไหมสีต่างๆ ห่มสไบเฉียง แต่ถ้าไปงานราชพิธีนิยมสวมเสื้อแขนหมูแฮมตามแบบต่างชาติ นอกจากนี้ยังมีการใช้น้ำปรุงซึ่งเป็นเครื่องหอมที่ผลิตตามแบบตะวันตก เช่นการออกงานสมาคมต่างๆ การเล่นกีฬาขี่ม้า ตีกอล์ฟ การแต่งกายจึงมีความกระชับรัดกุมขึ้น ส่วนการแต่งกายของสามัญชนทั้งหญิงชาย โดยทั่วไปเริ่มมีการเปลี่ยนแปลง โดยรับวัฒนธรรมจากตะวันตก เริ่มตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 ประกาศให้แต่งกายสุภาพ เช่น ห้ามนุ่งโสร่ง ห้ามนุ่งกางเกงขาสั้นเหนือเข่า เป็นต้น สวมเสื้อชั้นนอกโดยต้องสวมถุงเท้าเมื่ออกไปทำธุระนอกบ้าน และในสมัยรัชกาลที่ 6 การแต่งกายเริ่มปรับเปลี่ยนเป็นไปทางชาติตะวันตก เนื่องจากการได้รับการศึกษาข่าวสาร และสื่อต่างๆ ที่กว้างขวางขึ้น จึงทำให้เปลี่ยนไปเป็นแบบสมัยนิยมมากขึ้น เช่นผู้ชายนุ่งกางเกง สวมเสื้อเชิ้ต ผูกเนคไท ใส่เสื้อชั้นนอก สวมหมวก ส่วนผู้หญิงจะสวมเสื้อคลุมสะโพก ชายเสื้อผูกเป็นโบนุ่งวิ่นสำเร็จรูป สวมถุงน่อง รองเท้าส้นสูง ตัดผม หรือตัดเป็นบ๊อบท้ายทอยสั้น เรียกว่า ทรงซิงเกิล ตามแบบผู้หญิงชาวตะวันตก เป็นต้น
ปัจจุบันการแต่งกายของคนไทยเป็นไปตามกระแสโลกาภิวัตน์ กล่าวคือ เป็นแบบสมัยนิยมตามแบบอย่างประเทศที่พัฒนาแล้วทั้งชาติตะวันตกและเอเชีย เช่น ยุโรป ญี่ปุ่น เป็นต้น การแต่งกายแบบไทยสมัยก่อนยังคงพบเห็นตามชนบทและงานประเพณีของแต่ละภูมิภาค ถ้าเป็นราชพิธีได้ประยุกต์การแต่งกายที่ยังคงเอกลักษณ์แบบไทยไว้ เช่น ผู้ชายจะสวมเสื้อราชประแตน ผู้หญิงจะแต่งกายชุดไทยพระราชนิยม เป็นต้น และในงานพิธีการบางโอกาสผู้ชายมักสวมเสื้อเชิ้ตใส่ทับสูททับ ส่วนผู้หญิงจะนุ่งกระโปรงแต่งตัวสวยงามให้ทันสมัยเป็นแบบสากลยิ่งขึ้น
วัฒนธรรมด้านที่อยู่อาศัย
ในสังคมไทยเดิมที่อยู่อาศัยมักตั้งถิ่นฐานรวมกันอยู่ในพื้นที่ราบบริเวณแหล่งที่ทำกินซึ่งมีลักษณะคล้ายสังคมชนบทของชาวยุโรป หรือมีการตั้งบ้านเรือนตามริมน้ำเพื่อสะดวกในการใช้สอย ลักษณะบ้านโดยทั่วไปจะเป็นบ้านเรือนไทยทำด้วยไม้ ยกพื้นสูง ทั้งนี้เพื่อป้องกันการน้ำท่วม ปลอดภัยจากสัตว์ร้าย และเพื่อให้อากาศถ่ายเทได้สะดวก จะมีระเบียงอยู่ด้านข้างไว้เป็นที่รับแขกหรือนั่งเล่น ข้างในจะกั้นเป็นห้องๆ ผนังด้านในด้านหนึ่งจะเปิดโล่งเพื่อรับลม และมองเห็นทัศนียภาพ ทำให้สว่างสบายตา การสร้างบ้านแบบเรือนไทยนั้นแสดงถึงภูมิปัญญาในการดำเนินชีวิตความเป็นอยู่อย่างราบง่ายและสะดวกเหมาะแก่การใช้สอย
ต่อมาเมื่อสังคมไทยได้รับอิทธิพลวัฒนธรรมด้านที่อยู่อาศัยจากชาวตะวันตก การสร้างที่อยู่อาศัยจึงเปลี่ยนไปเป็นบ้านก่อด้วยอิฐ ฉาบปูน สะดวกต่อการปลูกสร้าง หาอุปกรณ์ ช่างก่อสร้างง่ายกว่าการปลูกต้นไม้ทำให้คนในสังคมมุ่งให้ความสำคัญด้านเทคโนโลยีและวัตถุมากขึ้น เพื่อความสะดวกสบายของคน จึงจะพบว่าบ้านในสังคมเมืองปัจจุบันประสบปัญหาเมื่อเกิดน้ำท่วม เนื่องจากลักษณะบ้านขัดกับสภาพแวดล้อม ซึ่งเป็นที่ราบลุ่มต่ำและน้ำท่วมประจำ ต่อมาจึงนิยมอาศัยอพาร์ตเมนต์และคอนโดมิเนียมที่มีพื้นที่จำกัดมีความเป็นส่วนตัวมาก และมีวิถีชีวิตความสัมพันธ์กันระหว่างบุคคลรอบข้างค่อนข้างน้อย



วัฒนธรรมด้านยารักษาโรค
การใช้ยารักษาโรคของคนไทยตั้งแต่อดีตจะเป็นยาที่ได้จากตำราของหมอพื้นบ้าน หรือจากการค้นพบสูตรผสมของตนโดยเฉพาะ เช่น ยาตำราสมุนไพรของหลวงพ่อบุญมี วัดโพธิสัมพันธ์ อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีตำราตามความเชี่ยวชาญของพระอาจารย์แต่ละท่านที่กล่าวถึงอาการของโรควิธีการรักษา การคลอด การภิบาลทารก และสรรพคุณของยาสมุนไพรนั้นๆ โดยอาจจะมีการรวบรวมบันทึกไว้ในหอสมุดหลวงเป็นตำราที่ใช้สอนในโรงเรียนแพทย์แผนโบราณวัดพระ-
เชตุพนวิวิมลมังคลาราม
ยาไทยแผนโบราณประกอบด้วยพืช สัตว์ และแร่ธาตุต่างๆ ที่มีสรรพคุณนำมาปรุงให้เป็นตัวยาเพื่อรักษาโรคต่างๆ ได้แก่ ตะขาบ ดีงูพิมเสน และพืชสมุนไพรทั้งสดและแห้งที่ใช้ทั้งส่วนที่เป็นราก เปลือก ใบ ลำต้น ดอก ผล เมล็ด โดยใช้ส่วนที่เป็นราก เปลือก ใบ ลำต้น ดอก ผล เมล็ด นำมาอบแห้งจะเก็บไว้ได้นานเพื่อใช้ในการปรุงยาตามตำราแพทย์แผนไทย เช่น ยาชง ยาดอง ยาต้ม ยาผง ยาลูกกลอน เป็นต้น และคนไทยยังนิยมบริโภคพืชสมุนไพรที่เป็นพืชตามบ้านเรือนธาตุของตนด้วย
สมุนไพรพื้นบ้านที่จำแนกตามรส ได้แก่ สมุนไพรรสฝาดช่วยสมานปิดธาตุ เช่น ยอดฝรั่ง กล้วยดิบ ผลมะตูมอ่อน สมุนไพรรสขมแก้หิตเป็นพิษ ดีพิการ เช่น สะเดา มะระขี้นก สมุนไพรรสหวานทำให้ชุ่มชื่น บำรุงกำลัง เช่น ผักหวานป่า เห็ด สมุนไพรรสเผ็ดร้อนแก้โรคลมจุกเสียด ปวดท้อง เช่น สาระแหน่ กระเพรา สมุนไพรรสหอมเย็นแก้เป็นลม วิเวียน บำรุงหัวใจ เช่น บัว เตยหอม สมุนไพรรสเปรี้ยวแก้เสมหะช่วยเจริญอาหาร เช่น ยอดกระเจี๊ยบแดง ยอดมะขาม เป็นต้น
ยารักษาโรคคนไทยพื้นบ้านซึ่งเคยใช้เป็นสมุนไพรเป็นหลัก ในปัจจุบันพัฒนาขึ้นในรูปของภูมิปัญญาไทย อย่างกว้างขวาง โดยนำเอาวิทยาการทางการแพทย์จากต่างประเทศนำมาใช้ประยุกต์ผลิตทั้งที่เป็นยาและเป็นเวชสำอางสมัยปัจจุบัน รวมทั้งการนวดอย่างกว้างขวาง ทั้งชาวไทยและต่างประเทศในปัจจุบัน
วัฒนธรรมด้านการบริโภค
วัฒนธรรมที่เกี่ยวข้องกับการบริโภคนั้น ได้แก่ วัฒนธรรมการบริโภคข้าว เนื่องจากประชาชนชาวไทยส่วนใหญ่มีอาชีพดั้งเดิมคือการทำนา ข้าวจึงเป็นอาหารหลัก และหากับข้าว เช่น ผัก ปลา เป็นต้น ได้จากแหล่งธรรมชาติต่างๆ จนเกิดคำพูดที่ว่า “กินข้าวกับปลา” วิธีปรุงอาหารจะใช้วิธีปิ้ง ย่าง รมควัน หรือหมักดองเกลือ และใช้มือแทนช้อนที่เรียกว่า “เปิปข้าว” เป็นวิถีเรียบง่าย กินเพื่อยังชีพและพึ่งตนเองเป็นหลัก เนื่องจากสังคมไทยในอดีตส่วนใหญ่ เป็นสังคมชนบท การคมนาคมไม่สะดวก จึงทำให้วัฒนธรรมการบริโภคอาหารยังไม่มีความหลากหลาย จนหระทั่งเมื่อมีการติดต่อแลกเปลี่ยนความรู้กับศาสนาอื่นๆ และมีการค้าขายกับประเทศอื่นๆ เช่น อินเดีย ลังกา จีน เป็นต้น ไทยจึงได้รับอิทธิพลวัฒนธรรมการบริโภคจากต่างชาติ เช่น แกงเผ็ด แกงกะหรี่ ซึ่งมีเครื่องปรุงประเภทเครื่องเทศจากวัฒนธรรมการบริโภคของอินเดีย และอาหารประเภท ผัด ทอด หรือต้มจืด จากวัฒนธรรมการบริโภคของจีน โดยการนำมาปรับประยุกต์ให้เข้ากับรสนิยมการบริโภคของคนไทย การอบเนื้อสัตว์ต่างๆ ซึ่งรับวัฒนธรรมจากการบริโภคของชาติตะวันตก เป็นต้น อีกทั้งยังมีประโยชน์ในการป้องกันโรค
ปัจจุบันวัฒนธรรมในการบริโภคของคนไทยเปลี่ยนแปลงไปตามสภาพแวดล้อมและการซึมซับรับวัฒนธรรมจากต่างชาติที่เข้ามาเป็นระยะๆ ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงไปตามกระแสนิยมที่แพร่หลาย
ไปทั่วโลก เช่น ฟาสต์ฟู้ด หรืออาหารจานด่วน อย่างพิซซ่า แฮมเบอร์เกอร์ เป็นต้น แต่ในสังคมชนบทหลายแห่งยังคงมีความเชื่อดั้งเดิมในเรื่องของอาหารการกินที่เกี่ยวข้องกับศาสนา สุขภาพอนามัย และค่านิยมทางวัฒนธรรม เช่น อาหารสำหรับงานมงคล งานอวมงคล อาหารแสลง เป็นต้น
วัฒนธรรมด้านการทำงาน
วัฒนธรรมการทำงานของคนไทยในสังคมชนบท โดยทั่วไปสอดคล้องกับวัฒนธรรมการบริโภคคือเป็นการผลิตเพื่อการบริโภคเป็นหลักมิใช่เพื่อการค้า โดยอาศัยสมาชิกในครอบครัวเป็นจำนวนมาก และการช่วยเหลือเกื้อกูลกันในระหว่างชุมชนในลักษณะ “การลงแขก” เกี่ยวข้องหรือผลผลิตอื่นๆ รวมไปถึงงานบุญและงานมงคลต่างๆ โดยไม่มีค่าตอบแทนถือเป็นความมีน้ำใจเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ซึ่งลักษณะดังกล่าวคือเป็นจุดเด่นในสังคมไทย ซึ่งสนับสนุนให้รับราชการเพื่อให้เป็นเจ้าคนนายคนเป็นเกียรติแก่วงศ์ตระกูลและยังส่งผลให้สังคมไทยนิยมส่งบุตรหลานให้เข้าสู่ระบบอุปถัมภ์ เนื่องจากสังคมไทยประกอบด้วยเกษตรกรเป็นส่วนใหญ่ตามที่ผูกพันกับเจ้าขุนมูลนาย
ความพยายามในการปฏิรูประบบการทำงานของราชการเข้าสู่ระบบที่มีประสิทธิภาพ ซึ่งเป็นวิธีบริหารธุรกิจแบบอเมริกัน ดังกรณีตัวอย่างการกำหนดให้มีผู้ว่าราชการจังหวัดแบบซีอีโอ (CEO-Chief Executive Officer) ซึ่งผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นหัวหน้าเจ้าหน้าที่บริหารมีอำนาจเบ็ดเสร็จโดยใช้ข้อมูลเป็นฐานในการบริหารงานและตัดสินใจดังแนวทางการปฏิบัติงานดังนี้

กำหนด นโยบาย วิสัยทัศน์ ภารกิจ เป้าหมาย
โครงการ งบประมาณ แผนปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม

ดังนั้นวัฒนธรรมในการทำงานในระบบใหม่จึงจำเป็นต้องมีการปรับเปลี่ยนวิธีคิดและวิธีทำงาน ซึ่งส่วนใหญ่เคยชินกับระบบเดิมที่เน้นตัวบุคคลมากกว่าระบบงาน และหากไม่มีการเปลี่ยนแปลงสังคมไทยจะกลายเป็นสังคมที่ล้าหลัง การทำงานไม่มีประสิทธิภาพ ไม่สามารถแข่งขันกับนานาประเทศได้
วัฒนธรรมด้านความคิด
สังคมไทยที่ผ่านมาในอดีตมีการถ่ายทอดความคิดด้านต่างๆ มายังคนรุ่นหลังเพื่อให้ได้รับรู้ว่าบรรพบุรุษมีแนวคิดต่อวิถีชีวิตและมีผลงานสะท้อนมาจากแนวคิดและความเชื่ออย่างไร ซึ่งจะปรากฏในรูปแบบของความเป็นอยู่ การดำเนินชีวิต อุปนิสัย โบราณวัตถุ โบราณสถาน ตลอดจนเครื่องมือเครื่องใช้ ความเชื่อทางศาสนา และอื่นๆ และเมื่อสังคมเจริญขึ้นทำให้แนวความคิดต่างๆ เปลี่ยนแปลงไปเพราะได้นำความรู้ทางวิทยาศาสตร์มาอธิบายด้วยเหตุและผล อีกทั้งในปัจจุบันมีการใช้วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีเพื่อเร่งการผลิตสินค้าส่งออกให้เกิดการทำลายและใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างสิ้นเปลือง ดังนั้นการปรับเปลี่ยนความคิดของคนไทยให้สอดคล้องกับวัฒนธรรมตะวันตกจึงเป็นเรื่องที่สำคัญ โดยเฉพาะการมุ่งเน้นให้สามารถใช้ความคิดได้อย่างอิสระและรู้จักใช้เหตุผลในการถกเถียงประเด็นปัญหาต่างๆ ได้ ตลอดจนมีใจเปิดกว้างยอมรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่นด้วย ดังตัวอย่างเช่น ประเทศอังกฤษที่ให้ประชาชนมีสิทธิเสรีภาพทางความคิดและการพูดมากที่สุด ซึ่งแตกต่างกับพื้นฐานของสังคมไทยที่ให้ความสำคัญต่อการเชื่อฟังสูง เป็นต้น ซึ่งบางอย่างหากไม่มีการปรับเปลี่ยนวัฒนธรรมด้านความคิดแบบเดิมๆ ย่อมไม่สามารถเผชิญกับปัญหาต่างๆ ได้ ฉะนั้นทุกๆ ฝ่ายในสังคมไทยจึงควรร่วมกันสร้างคนยุคใหม่ให้มีปัญญาความรู้ต่างๆ อันจะเป็นรากฐานเพื่อนำความคิดไปสู่การปฏิวัติวัฒนธรรมด้านความคิด โดยการนำไปประยุกต์ปรับแนวคิดอย่างถูกต้องเหมาะสมและสร้างสรรค์ต่อไป
วัฒนธรรมด้านจิตใจ
สังคมไทยมีหลากหลายศาสนา พระพุทธศาสนานั้นเป็นพื้นฐานของสังคมและวัฒนธรรมไทย จึงทำให้คนส่วนใหญ่ใช้หลักพระพุทธศาสนามาใช้ในการดำเนินชีวิต เช่นมีจิตใจเมตตากรุณา เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่แบ่งปันกัน โดยเฉพาะสังคมไทยในชนบทและยึดมั่นในเรื่องกฎแห่งกรรม กลัวการทำบาป มุ่งการทำบุญเพื่อชีวิตที่เป็นสุขในชาติหน้า
ทั้งนี้รวมทั้งศาสนาอื่นๆ ที่มีผู้นับถือในสังคมไทยซึ่งสอนให้คนมีจิตใจที่ดีงาม ทำแต่คุณงามความดี เช่น ศาสนาคริสต์สอนให้รักมีเมตตาต่อเพื่อนมนุษย์ ศาสนาอิสลามสอนให้รู้จักทำทาน เสียสละ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ได้สิบทอดกันมาทำให้คนไทยมีจิตใจที่ดีงามด้วยเช่นกัน ดังนั้นการอยู่ร่วมกันในสังคมที่ไม่มีการแข่งขันมากนัก จึงไม่ค่อยมีปัญหาที่รุนแรง ทำให้มีเวลาในการคิดสร้างสรรค์งานหัตถกรรมที่มีความประณีตงดงามและให้คุณค่าทางจิตใจแก่ผู้ใช้ประดิษฐ์อย่างยิ่ง
ความเจริญทำให้สังคมชนบทมุ่งการผลิตแบบพอเพียงเปลี่ยนไปเป็นสังคมทุนนิยมข้ามชาติ ซึ่งมุ่งแข่งขันกันผลิตจำนวนมาก (Mass Production) ก่อให้เกิดการใช้ทรัพยากรอย่างสิ้นเปลืองไปทั่วโลก โดยเฉพาะบริษัทข้ามชาติที่ย้ายฐานการผลิตไปยังประเทศที่มีแรงงานราคาถูก ส่งผลให้คนในชนบทที่ไม่อาจต้านกระแสโลกได้ต้องละทิ้งถิ่นฐานเดิมและกลายเป็นส่วนหนึ่งของปัจจัยการผลิตที่มีชีวิตความเป็นอยู่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม
เมื่อสังคมเปลี่ยนแปลงไปสู่สังคมเมืองและสังคมอุตสาหกรรม ผู้คนต่างแสวงหาความร่ำรวยจากการค้า การลงทุน มีการยกย่องคนมีเงินมากกว่าคนดี นับถือวัตถุมากกว่าคุณค่าทางจิตใจ เกิดลัทธิบริโภคนิยมจนลืมสถานภาพของตนเอง เลียนแบบวัฒนธรรมตะวันตก เช่น สังคมประชาธิปไตยตะวันตกจะยกย่องผู้ประสบความสำเร็จด้วยตนเอง มีวินัยสูง มีน้ำใจประชาธิปไตย ทำงานตามระเบียบและกฎเกณฑ์ในหน้าที่อย่างเคร่งครัด มีจิตสำนึกต่อส่วนรวมสูง นิยมวัตถุ ชอบเอาชนะธรรมชาติ ทำความสุขจากโลกนี้ให้มากที่สุด ซึ่งคุณสมบัติเหล่านี้ มีข้อดีและข้อเสียหากรู้จักเลือกนำมาปฏิบัติ โดยเฉพาะการได้รับอิทธิพลจากวัฒนธรรมของอเมริกา เช่น การทำงานหนักทำให้เกิดความก้าวหน้าทางด้านอุตสาหกรรม ระบบชนชั้นลดลงทุกคนมีโอกาสและสิทธิเท่าเทียมกันโดยไม่คำนึงถึงชาติกำเนิด แต่สังคมไทยเลือกเลียนแบบการบริโภคมากกว่าการทำงานหนัก จึงก่อให้เกิดปัญหาสังคมขึ้นมากมาย เช่น ปัญหาการคอรัปชั่น การฉ้อโกง การคิดรวยทางลัด การทำผิด โดยไม่เคร่งกลัวกฎหมาย เป็นต้น นับเป็นความเสื่อมทางจิตใจของคนไทยในสังคมปัจจุบัน
หน่วยที่1 ภูมิปัญญาไทย
ภูมิปัญญาไทย ตรงกับศัพท์ภาษาอังกฤษว่า Wisdom หมายถึง ความรู้ความสามารถ วิธีการผลงานที่คนไทยได้ค้นคว้า รวบรวม และจัดเป็นความรู้ ถ่ายทอด ปรับปรุง จากคนรุ่นหนึ่งมาสู่คนอีกรุ่นหนึ่ง จนเกิดผลิตผลที่ดี งดงาม มีคุณค่า มีประโยชน์ สามารถนำมาแก้ปัญหาและพัฒนาวิถีชีวิตได้แต่ละหมู่บ้าน แต่ละชุมชนไทย ล้วนมีการทำมาหากินที่สอดคล้องกับภูมิประเทศ มีผู้นำที่มีความรู้ มีฝีมือทางช่าง สามารถคิดประดิษฐ์ ตัดสินใจแก้ปัญหาของชาวบ้านได้ ผู้นำเหล่านี้ เรียกว่า ปราชญ์ชาวบ้าน หรือผู้ทรงภูมิปัญญาไทย
] ลักษณะของภูมิปัญญาไทย
  • 1. ภูมิปัญญาไทยมีลักษณะเป็นทั้งความรู้ ทักษะ ความเชื่อ และพฤติกรรม
  • 2. ภูมิปัญญาไทยแสดงถึงความสัมพันธ์ระหว่างคนกับคน คนกับธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม และคนกับสิ่งเหนือธรรมชาติ
  • 3. ภูมิปัญญาไทยเป็นองค์รวมหรือกิจกรรมทุกอย่างในวิถีชีวิตของคน
  • 4. ภูมิปัญญาไทยเป็นเรื่องของการแก้ปัญหา การจัดการ การปรับตัว และการเรียนรู้ เพื่อความอยู่รอดของบุคคล ชุมชน และสังคม
  • 5. ภูมิปัญญาไทยเป็นพื้นฐานสำคัญในการมองชีวิต เป็นพื้นฐานความรู้ในเรื่องต่างๆ
  • 6. ภูมิปัญญาไทยมีลักษณะเฉพาะ หรือมีเอกลักษณ์ในตัวเอง
  • 7. ภูมิปัญญาไทยมีการเปลี่ยนแปลงเพื่อการปรับสมดุลในพัฒนาการทางสังคม

ภาพ:Pp2.jpg
ชูศักดิ์ หาดพรม ครูภูมิปัญญาไทยด้านเกษตรปลอดสารพิษแห่งจังหวัดน่าน

   คุณสมบัติของผู้ทรงภูมิปัญญาไทย

ผู้ทรงภูมิปัญญาไทยเป็นผู้มีคุณสมบัติตามที่กำหนดไว้ อย่างน้อยดังต่อไปนี้
  • 1. เป็นคนดีมีคุณธรรม มีความรู้ความสามารถในวิชาชีพต่างๆ มีผลงานด้านการพัฒนาท้องถิ่นของตน และได้รับการยอมรับจากบุคคลทั่วไปอย่างกว้างขวาง ทั้งยังเป็นผู้ที่ใช้หลักธรรมคำสอนทางศาสนาของตนเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวในการดำรงวิถีชีวิตโดยตลอด
  • 2. เป็นผู้คงแก่เรียนและหมั่นศึกษาหาความรู้อยู่เสมอ ผู้ทรงภูมิปัญญาจะเป็นผู้ที่หมั่นศึกษา แสวงหาความรู้เพิ่มเติมอยู่เสมอไม่หยุดนิ่ง เรียนรู้ทั้งในระบบและนอกระบบ เป็นผู้ลงมือทำโดยทดลองทำตามที่เรียนมา
  • 3. เป็นผู้นำของท้องถิ่น ผู้ทรงภูมิปัญญาส่วนใหญ่จะเป็นผู้ที่สังคม ในแต่ละท้องถิ่นยอมรับให้เป็นผู้นำ ทั้งผู้นำที่ได้รับการแต่งตั้งจากทางราชการ และผู้นำตามธรรมชาติ ซึ่งสามารถเป็นผู้นำของท้องถิ่นและช่วยเหลือผู้อื่นได้เป็นอย่างดี
  • 4. เป็นผู้ที่สนใจปัญหาของท้องถิ่น ผู้ทรงภูมิปัญญาล้วนเป็นผู้ที่สนใจปัญหาของท้องถิ่น เอาใจใส่ ศึกษาปัญหา หาทางแก้ไข และช่วยเหลือสมาชิกในชุมชนของตนและชุมชนใกล้เคียงอย่างไม่ย่อท้อ จนประสบความสำเร็จเป็นที่ยอมรับของสมาชิกและบุคคลทั่วไป
  • 5. เป็นผู้ขยันหมั่นเพียร ผู้ทรงภูมิปัญญาเป็นผู้ขยันหมั่นเพียร ลงมือทำงานและผลิตผลงานอยู่เสมอ ปรับปรุงและพัฒนาผลงานให้มีคุณภาพมากขึ้นอีกทั้งมุ่งทำงานของตนอย่างต่อเนื่อง
  • 6. เป็นนักปกครองและประสานประโยชน์ของท้องถิ่น ผู้ทรงภูมิปัญญา นอกจากเป็นผู้ที่ประพฤติตนเป็นคนดี จนเป็นที่ยอมรับนับถือจากบุคคลทั่วไปแล้ว ผลงานที่ท่านทำยังถือว่ามีคุณค่า จึงเป็นผู้ที่มีทั้ง "ครองตน ครองคน และครองงาน"
  • 7. มีความสามารถในการถ่ายทอดความรู้เป็นเลิศ เมื่อผู้ทรงภูมิปัญญามีความรู้ ความสามารถ และประสบการณ์เป็นเลิศ มีผลงานที่เป็นประโยชน์ต่อผู้อื่นและบุคคลทั่วไป ทั้งชาวบ้าน นักวิชาการ นักเรียน นิสิต/นักศึกษา โดยอาจเข้าไปศึกษาหาความรู้ หรือเชิญท่านเหล่านั้นไป เป็นผู้ถ่ายทอดความรู้ได้
  • 8. เป็นผู้มีคู่ครองหรือบริวารดี ผู้ทรงภูมิปัญญา ถ้าเป็นคฤหัสถ์ จะพบว่า ล้วนมีคู่ครองที่ดีที่คอยสนับสนุน ช่วยเหลือ ให้กำลังใจ ให้ความร่วมมือในงานที่ท่านทำ ช่วยให้ผลิตผลงานที่มีคุณค่า ถ้าเป็นนักบวช ไม่ว่าจะเป็นศาสนาใด ต้องมีบริวารที่ดี จึงจะสามารถผลิตผลงานที่มีคุณค่าทางศาสนาได้
  • 9. เป็นผู้มีปัญญารอบรู้และเชี่ยวชาญจนได้รับการยกย่องว่าเป็นปราชญ์ ผู้ทรงภูมิปัญญา ต้องเป็นผู้มีปัญญารอบรู้และเชี่ยวชาญ รวมทั้งสร้างสรรค์ผลงานพิเศษใหม่ๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อสังคมและมนุษยชาติอย่างต่อเนื่องอยู่เสมอ

   ภูมิปัญญาไทยสามารถจัดแบ่งได้กี่สาขา

        จากการศึกษาพบว่า มีการกำหนดสาขาภูมิปัญญาไทยไว้อย่างหลากหลายขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์และหลักเกณฑ์ต่างๆ ที่หน่วยงาน องค์กร และนักวิชาการแต่ละท่านนำมากำหนด ในภาพรวมภูมิปัญญาไทยสามารถแบ่งได้เป็น 10 สาขาดังนี้
  • 1. สาขาเกษตรกรรม หมายถึง ความสามารถในการผสมผสานองค์ความรู้ ทักษะ และเทคนิคด้านการเกษตรกับเทคโนโลยี โดยการพัฒนาบนพื้นฐานคุณค่าดั้งเดิม ซึ่งคนสามารถพึ่งพาตนเองในภาวการณ์ต่างๆ ได้
  • 2. สาขาอุตสาหกรรมและหัตถกรรม หมายถึง การรู้จักประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ในการแปรรูปผลิตผล เพื่อชะลอการนำเข้าตลาด เพื่อแก้ปัญหาด้านการบริโภคอย่างปลอดภัย ประหยัด และเป็นธรรม อันเป็นกระบวนการที่ทำให้ชุมชนท้องถิ่นสามารถพึ่งพาตนเองทางเศรษฐกิจได้
  • 3. สาขาการแพทย์แผนไทย หมายถึง ความสามารถในการจัดการป้องกันและรักษาสุขภาพของคนในชุมชน โดยเน้นให้ชุมชนสามารถพึ่งพาตนเองทางด้านสุขภาพและอนามัยได้
  • 4. สาขาการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม หมายถึง ความสามารถเกี่ยวกับการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ทั้งการอนุรักษ์ การพัฒนา และการใช้ประโยชน์จากคุณค่าของทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างสมดุลและยั่งยืน
  • 5. สาขากองทุนและธุรกิจชุมชน หมายถึง ความสามารถในการบริหารจัดการด้านการสะสมและบริการกองทุน และธุรกิจในชุมชน ทั้งที่เป็นเงินตราและโภคทรัพย์ เพื่อส่งเสริมชีวิตความเป็นอยู่ของสมาชิกในชุม
  • 6. สาขาสวัสดิการ หมายถึง ความสามารถในการจัดสวัสดิการในการประกันคุณภาพชีวิตของคน ให้เกิดความมั่นคงทางเศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรม
  • 7. สาขาศิลปกรรม หมายถึง ความสามารถในการผลิตผลงานทางด้านศิลปะสาขาต่างๆ เช่น จิตรกรรม ประติมากรรม วรรณกรรม ทัศนศิลป์ คีตศิลป์ ศิลปะมวยไทย เป็นต้น
  • 8. สาขาการจัดการองค์กร หมายถึง ความสามารถในการบริหารจัดการดำเนินงานขององค์กรชุมชนต่างๆ ให้สามารถพัฒนา และบริหารองค์กรของตนเองได้ตามบทบาท และหน้าที่ขององค์การ เช่น การจัดการองค์กรของกลุ่มแม่บ้าน กลุ่มออมทรัพย์ กลุ่มประมงพื้นบ้าน เป็นต้น
  • 9. สาขาภาษาและวรรณกรรม หมายถึง ความสามารถผลิตผลงานเกี่ยวกับด้านภาษาทั้งภาษาถิ่น ภาษาโบราณ ภาษาไทยและการใช้ภาษา ตลอดทั้ง ด้านวรรณกรรมทุกประเภท เช่น การจัดทำสารานุกรมภาษาถิ่น การปริวรรต หนังสือโบราณ การฟื้นฟูการเรียนการสอนภาษาถิ่นของท้องถิ่นต่างๆ เป็นต้น
  • 10. สาขาศาสนาและประเพณี หมายถึง ความสามารถประยุกต์และปรับใช้หลักธรรมคำสอนทางศาสนา ความเชื่อ และประเพณีดั้งเดิมที่มีคุณค่าให้เหมาะสมต่อการประพฤติปฏิบัติ ให้บังเกิดผลดีต่อบุคคลและสิ่งแวดล้อม

    ลักษณะความสัมพันธ์ของภูมิปัญญาไทยเป็นอย่างไร

ภูมิปัญญาไทยสามารถสะท้อนออกมาใน 3 ลักษณะที่สัมพันธ์ใกล้ชิดกัน คือ
  • 1. ความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกันระหว่างคนกับโลก สิ่งแวดล้อม สัตว์ พืช และธรรมชาติ
  • 2. ความสัมพันธ์ของคนกับคนอื่นๆ ที่อยู่ร่วมกันในสังคม หรือในชุมชน
  • 3. ความสัมพันธ์ระหว่างคนกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์สิ่งเหนือธรรมชาติ ตลอดทั้งสิ่งที่ไม่สามารถสัมผัสได้ทั้งหลาย
ทั้ง 3 ลักษณะนี้ คือ สามมิติของเรื่องเดียวกัน หมายถึง ชีวิตชุมชน สะท้อนออกมาถึงภูมิปัญญาในการดำเนินชีวิตอย่างมีเอกภาพ เหมือนสามมุมของรูปสามเหลี่ยม ภูมิปัญญาจึงเป็นรากฐานในการดำเนินชีวิตของคนไทย

ภาพ:Pp3.jpg

   ภูมิปัญญาไทยช่วยสร้างชาติให้เป็นปึกแผ่นได้อย่างไร

        พระมหากษัตริย์ไทยได้ใช้ภูมิปัญญาในการสร้างชาติ สร้างความเป็นปึกแผ่นให้แก่ประเทศชาติมาโดยตลอด ตั้งแต่สมัยพ่อขุนรามคำแหงมหาราช พระองค์ทรงปกครองประชาชนด้วยพระเมตตาแบบพ่อปกครองลูก ผู้ใด ประสบความเดือดร้อนก็สามารถตีระฆังแสดงความเดือดร้อนเพื่อขอรับพระราชทานความช่วยเหลือ ทำให้ประชาชนมีความจงรักภักดีต่อพระองค์ ต่อประเทศชาติร่วมกันสร้างบ้านเรือนจนเจริญรุ่งเรืองเป็นปึกแผ่น
        สมเด็จพระนเรศวรมหาราช พระองค์ทรงใช้ภูมิปัญญากระทำยุทธหัตถีจนชนะข้าศึกศัตรู และทรงกอบกู้เอกราชของชาติไทยคืนมาได้
        พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลปัจจุบัน พระองค์ทรงใช้ภูมิปัญญาสร้างคุณประโยชน์แก่ประเทศชาติ และเหล่าพสกนิกรมากมายเหลือคณานับ ทรงใช้พระปรีชาสามารถแก้ไขวิกฤตการณ์ทางการเมือง ภายในประเทศ จนรอดพ้นภัยพิบัติหลายครั้ง พระองค์ทรงมีพระปรีชาสามารถหลายด้าน แม้แต่ด้านการเกษตร พระองค์ได้พระราชทานทฤษฎีใหม่ให้แก่พสกนิกร ทั้งด้านการเกษตรแบบสมดุลและยั่งยืน ฟื้นฟูสภาพแวดล้อม นำความสงบร่มเย็นของประชาชนให้กลับคืนมา แนวพระราชดำริ "ทฤษฎีใหม่" แบ่งออกเป็น 3 ขั้น โดยเริ่มจาก ขั้นตอนแรก ให้เกษตรกรรายย่อย "มีพออยู่พอกิน" เป็นขั้นพื้นฐาน โดยการพัฒนาแหล่งน้ำในไร่นา ซึ่งเกษตรกรจำเป็นที่จะต้องได้รับความช่วยเหลือจากหน่วยราชการ มูลนิธิ และหน่วยงานเอกชน ร่วมใจกันพัฒนาสังคมไทย ในขั้นที่สอง เกษตรกรต้องมีความเข้าใจในการจัดการในไร่นาของตน และ มีการรวมกลุ่มในรูปสหกรณ์ เพื่อสร้างประสิทธิภาพทางการผลิตและการตลาด การลดรายจ่ายด้านความเป็นอยู่ โดยทรงตระหนักถึงบทบาทขององค์กรเอกชน เมื่อกลุ่มเกษตรวิวัฒน์มาขั้นที่ 2 แล้ว ก็จะมีศักยภาพ ในการพัฒนาไปสู่ขั้นที่ 3 ซึ่งจะมีอำนาจในการต่อรองผลประโยชน์กับสถาบันการเงินคือธนาคาร และองค์กรที่เป็นเจ้า ของแหล่งพลังงาน ซึ่งเป็นปัจจัยหนึ่งในการผลิต โดยมีการแปรรูปผลิตผล เช่น โรงสี เพื่อเพิ่มมูลค่าผลิตผล และขณะเดียวกันมีการจัดตั้งร้านค้าสหกรณ์เพื่อลดค่าใช้จ่ายในชีวิต ประจำวัน อันเป็นการพัฒนาคุณภาพชีวิตของบุคคลในสังคม จะเห็นได้ว่ามิได้ทรงทอดทิ้งหลักของความสามัคคีในสังคมและการจัดตั้งสหกรณ์ ซึ่งทรง สนับสนุนให้กลุ่มเกษตรกรสร้างอำนาจต่อรองในระบบเศรษฐกิจ จึงจะมีคุณภาพชีวิตที่ดี จึงจัดได้ว่าเป็นสังคมเกษตรที่พัฒนาแล้ว สมดังพระราชประสงค์ที่ทรงอุทิศพระวรกายและพระสติปัญญา ในการพัฒนาการเกษตรไทยตลอดระยะเวลาแห่งการครองราชย์

    คุณค่าของภูมิปัญญาไทย

        ทางด้านการสร้างความภาคภูมิใจและศักดิ์ศรี เกียรติภูมิแก่คนไทย
        คนไทยในอดีตที่มีความสามารถปรากฏในประวัติศาสตร์มีมาก เป็นที่ยอมรับของนานาอารยประเทศ เช่น นายขนมต้มเป็นนักมวยไทยที่มีฝีมือเก่งในการใช้อวัยวะทุกส่วน ทุกท่าของแม้ไม้มวยไทย สามารถชกมวยไทย จนชนะพม่าได้ถึงเก้าคนสิบคนในคราวเดียวกัน แม้ในปัจจุบันมวยไทยก็ยังถือว่า เป็นศิลปะชั้นเยี่ยม เป็นที่นิยมฝึก และแข่งขันในหมู่คนไทยและชาวต่างประเทศ ปัจจุบันมีค่ายมวยไทยทั่วโลกไม่ต่ำกว่า 30,000 แห่ง ชาวต่างประเทศที่ได้ฝึกมวยไทยจะรู้สึกยินดีและภาคภูมิใจ ในการที่จะใช้กติกาของมวยไทย เช่น การไหว้ครูมวยไทย การออกคำสั่งในการชกเป็นภาษาไทยทุกคำ เช่น คำว่า "ชก" "นับหนึ่งถึงสิบ" เป็นต้น ถือเป็นมรดกภูมิปัญญาไทย นอกจากนี้ ภูมิปัญญาไทยที่โดดเด่นยังมีอีกมากมาย เช่น มรดกภูมิปัญญาทางภาษาและวรรณกรรม โดยที่มีอักษรไทยเป็นของตนเองมาตั้งแต่สมัยกรุงสุโขทัย และวิวัฒนาการมาจนถึงปัจจุบัน วรรณกรรมไทยถือว่าเป็น วรรณกรรมที่มีความไพเราะ ได้อรรถรสครบทุกด้าน วรรณกรรม หลายเรื่องได้รับการแปลเป็นภาษาต่างประเทศหลายภาษา ด้านอาหาร อาหารไทยเป็นอาหารที่ปรุงง่าย พืชที่ใช้ประกอบอาหารส่วนใหญ่เป็นพืชสมุนไพร ที่หาได้ง่ายในท้องถิ่นและราคาถูก มีคุณค่าทางโภชนาการ และยังป้องกันโรคได้หลายโรค เพราะส่วนประกอบส่วนใหญ่เป็นพืชสมุนไพร เช่น ตะไคร้ ขิง ข่า กระชาย ใบมะกรูด ใบโหระพา ใบกะเพรา เป็นต้น

ภาพ:Pp4.jpg

   ยาไทย ภูมิปัญญาไทย

        การแพทย์แผนไทย เป็นการรวมศาสตร์เกี่ยวกับบำบัดโรค ทั้งการใช้ยาสมุนไพร หัตถบำบัด การรักษากระดูกและโครงสร้าง โดยอิงกับความ เชื่อทางสังคม วัฒนธรรม และธรรมชาติ เป็นความรู้ที่ไม่มีเกณฑ์ตายตัว ขึ้นอยู่กับหมอรักษาวิธีใดได้ผลก็ใช้วิธีนั้นสืบต่อกันมา
        ยาไทยมาจากส่วนผสม 4 ประเภท คือ พืชวัตถุ สัตว์วัตถุ ธาตุวัตถุ เช่น เกลือสมุทร กำมะถัน ทองคำ ดินปะสิว และจุลชีพ เช่น เห็ด รา โดยแพทย์หรือผู้จ่ายยาต้องรู้ลักษณะ สี กลิ่น รส ชื่อของสิ่งที่นำมาใช้ ประเภทและอาการของโรคอย่างดีก่อนจึงจะนำมาใช้ได้ นอกจากนี้วิธีการปรุงยาก็มีหลายวิธีด้วยกันตามรูปแบบของยา เช่น กิน อาบ ดื่ม พอก หรือแช่ เป็นต้น
ภาพ:กำพ.jpg
หัวกระทือสมุนไพรไทยชนิดหนึ่งที่นิยมนำไปทำเป็นยาเเพทย์เเผนไทย

    ยาไทยไม่แพ้ยาฝรั่ง

        ปัจจุบันยาไทยเริ่มได้รับความนิยมจากประชาชนมากขึ้น เนื่องจากมีกระแสกลับสู่ธรรมชาติมากขึ้น ทำให้มียาสามัญประจำบ้านแผนโบราณที่สามารถซื้อมากินแก้โรคต่างๆ ด้วยตนเองได้ ซึ่งยาไทยหลายตำรับมีคุณสมบัติโดดเด่น ประสิทธิภาพสูงไม่แพ้ยา ฝรั่ง อย่างน้อยการทำความรู้จักตำรับยาเหล่านี้ไว้บ้างก็น่าจะเป็นตัวช่วย ประจำบ้านที่ดีเหมือนกัน


วันพุธที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

หน่วยที่4 บุคคลสำคัญ
พ่อขุนรามคำแหงมหาราช 
พระราชประวัติ 
พ่อขุนรามคำแหงมหาราช  เป็นพระราชโอรสของพ่อขุนศรีอินทราทิตย์ (บางกลางหาว)   กับนางเสือง มีพระนามเดิมว่า  พระราม  เมื่อพระชนมายุ 19 พรรษา ได้ตามเสด็จพระบิดาไปในการสงครามระหว่างสุโขทัย กับเมืองฉอด ทรงช่วยพระบิดาทำยุทธหัตถีชนะขุนสามชน เจ้าเมืองฉอด พระบิดาจึงเฉลิมพระนามให้เป็น  พระรามคำแหง "
ในช่วงรัชสมัยพ่อขุนบางเมือง ซึ่งเป็นพระเชษฐา พระรามคำแหงทรงเป็นกำลังสำคัญในการรบปราบปรามเมืองชายแดนหลายแห่ง พ่อขุนรามคำแหงมหาราช ครองราชย์ พ.ศ. ๑๘๒๒
 
                                        พระราชกรณียกิจที่สำคัญ
 
-  ทรงขยายอาณาเขตออกไปกว้างขวางกว่ารัชสมัยใดๆ
-  ทรงประดิษฐ์ตัวอักษรไทยใน พ.ศ. ๑๘๒๖
-  ทรงส่งเสริมการค้า ทั้งการค้าภายในและการค้าภายนอก เช่น  ให้งดเว้นการเก็บจกอบหรือภาษีผ่านด่าน
-  ทรงบำรุงศาสนา เช่น ให้นิมนต์พระสงฆ์นิกายเถรวาทแบบลังกาวงศ์จากนครศรีธรรมราชมาเป็นพระสังฆราช
และริเริ่มการนิมนต์พระสงฆ์มาแสดงธรรมในวันพระ
-  ทรงดูแลทุกข์สุขของราษฎรอย่างใกล้ชิด เช่น ให้ผู้เดือดร้อนมาสั่นกระดิ่ง ถวายฎีกาได้ ให้ทายาทมีสิทธิได้รับมรดก  
จากพ่อแม่ที่เสียชีวิตไป เป็นต้น
-  ทรงสร้างความสัมพันธ์อันดีกับรัฐใกล้เคียง ได้แก่ ทรงเป็นพระสหายกับพญามังรายแห่งอาณาจักรล้านนา
พญางำเมือง แห่งแคว้นพะเยา ทรงมีความสัมพันธ์ทางเครือญาติกับพระเจ้าฟ้ารั่ว แห่งอาณาจักรมอญและทรงเป็นรัฐบรรณาการกับจีน             
 
 
 
พระมหาธรรมราชาที่ ๑ (ลิไท) 
 
พระราชประวัติ 
 
              พญาลิไท หรือ พระยาลิไท หรือ พระศรีสุริยพงศ์รามมหาธรรม-ราชาธิราช หรือพระมหาธรรมราชา ๑  ทรงเป็นพระราชโอรสของพระยาเลอไทและพระราชนัดดา(หลานปู่) ของพ่อขุนรามคำแหง  ครองราชย์  พ.ศ. ๑๘๙๐ แต่ไม่ทราบปีสิ้นสุดรัชสมัยที่แน่นอน สันนิษฐานว่าอยู่ระหว่าง พ.ศ. ๑๙๑๑ - ๑๙๖๖  พระมหาธรรมราชาที่ ๑ ทรงเป็นแบบฉบับของกษัตริย์ในคติธรรมราชา ทรงปกครองบ้านเมืองและอาณาประชาราษฎร์ด้วยทศพิธราชธรรม ทรงทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาให้เจริญรุ่งเรืองจนสุโขทัยกลายเป็นศูนย์กลางของพระพุทธศาสนา และทรงปฏิบัติพระองค์ชักนำชนทั้งหลายให้พ้นทุกข์  หลักฐานสำคัญอีกชิ้นหนึ่งที่แสดงว่าพระองค์มีความรู้แตกฉานในพระไตรปิฎกเป็นอย่างดี  ได้แก่  วรรณกรรมเรื่อง  ไตรภูมิพระร่วง  วรรณคดีชิ้นแรกของประเทศไทย เมื่อปี พ.ศ. ๑๘๘๘ ที่ทรงนิพนธ์ขึ้นตั้งแต่ก่อนเสวยราชย์หลังจากทรงเป็นรัชทายาทครองเมืองศรีสัชนาลัยอยู่ ๘ ปี จึงเสด็จมาครองสุโขทัยเมื่อปี พ.ศ. ๑๘๙๐ โดยต้องใช้กำลังทหารเข้ามายึดอำนาจเพราะที่สุโขทัยหลังสิ้นรัชกาลพ่อขุนงัวนำถมแล้วเกิดการกบฏการสืบราชบัลลังก์ ไม่เป็นไปตามครรลองครองธรรม 
 
    พระราชกรณียกิจที่สำคัญ
 
   - การทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาศูนย์รวมจิตใจของคนในชาติ   เพราะสุโขทัยหลังรัชสมัยพ่อขุนรามคำแหงมหาราชแล้ว     บ้านเมืองแตกแยกแคว้นหลายแคว้นในราชอาณาจักรแยกตัวออกห่างไป ไม่อยู่ในบังคับบัญชาสุโขทัยต่อไป                     
    - พญาลิไททรงคิดจะรวบรวมสุโขทัยให้กลับคืนดังเดิม แต่ก็ทรงทำไม่สำเร็จ นโยบายการปกครองที่ใช้ศาสนาเป็นหลักรวมความเป็นปึกแผ่นจึงเป็นนโยบายหลักในรัชสมัยนี้                      
    - ทรงสร้างเจดีย์ที่นครชุม (เมืองกำแพงเพชร) สร้างพระพุทธชินราชที่พิษณุโลก
    - ทรงออกผนวช เมื่อ พ.ศ. ๑๙๐๕ การที่ทรงออกผนวช นับว่าทำความมั่นคงให้พุทธศาสนามากขึ้น   ดังกล่าวแล้วว่า หลังรัชสมัยพ่อขุนรามคำแหงมหาราชแล้ว บ้านเมืองแตกแยก วงการสงฆ์เองก็แตกแยก แต่ละสำนักแต่ละเมืองก็ปฏิบัติแตกต่างกันออกไป เมื่อผู้นำทรงมีศรัทธาแรงกล้าถึงขั้นออกบวช พสกนิกรทั้งหลายก็คล้อยตามหันมาเลื่อมใสตามแบบอย่างพระองค์ กิตติศัพท์ของพระพุทธศาสนาในสุโขทัยจึงเลื่องลือไปไกล พระสงฆ์ชั้นผู้ใหญ่หลายรูปได้ออกไปเผยแพร่ธรรมในแคว้นต่างๆ เช่น อโยธยา หลวงพระบาง เมืองน่าน พระเจ้ากือนา แห่งล้านนาไทย  ได้นิมนต์พระสมณะเถระไปจากสุโขทัย เพื่อเผยแพร่ธรรมในเมืองเชียงใหม่   พระมหาธรรมราชาที่ ๑ หรือพญาลิไท       มีมเหสีชื่อพระนางศรีธรรม ทรงมีโอรสสืบพระราชบัลลังก์ต่อมา  คือ  พระมหาธรรมราชาที่สอง           ปีสวรรคตของกษัตริย์  พระองค์นี้ไม่เป็นที่ทราบแน่ชัด แต่คงอยู่ในระยะเวลาระหว่างปี                        พ.ศ. ๑๙๒๑-๑๙๒๗
สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ
 
พระราชประวัติ

               สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ เป็นพระราชโอรสของสมเด็จพระบรมราชาธิบดีที่ 2 (เจ้าสามพระยา)  กับพระราชธิดาของพระมหาธรรมราชาที่ 2 แห่งสุโขทัย  พระองค์จึงเป็นเชื้อสายราชวงศ์สุพรรณบุรีและราชวงศ์พระร่วง  ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ที่ยิ่งใหญ่พระองค์หนึ่งของอยุธยา    
 
 
พระราชกรณียกิจที่สำคัญ  
 
1. การรวมอาณาจักรสุโขทัยเข้ากับอยุธยา
                      เมื่อสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถขึ้นเสวยราชย์ใน พ.ศ. ๑๙๙๑ นั้น ทางสุโขทัยไม่มีพระมหาธรรมราชาปกครองแล้ว คงมีแต่พระยายุทธิษเฐียร  พระโอรสของพระมหาธรรมราชาที่ ๔   ได้รับแต่งตั้งจากอยุธยาให้ไปปกครองเมืองพิษณุโลก ถึง      พ.ศ. ๑๙๙๔  พระยายุทธิษเฐียรไปเข้ากับพระเจ้าติโลกราชแห่งล้านนา  พระราชมารดาของสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถได้ปกครองเมืองพิษณุโลกต่อมาจนสิ้นพระชนม์เมื่อ พ.ศ.๒๐๐๖  สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถได้เสด็จไปประทับที่พิษณุโลกและถือว่าอาณาจักรสุโขทัยถูกรวมเข้ากับอาณาจักรอยุธยานับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา
2. ด้านการปฏิรูปการปกครอง
              สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถมีพระประสงค์ที่จะดึงอำนาจเข้าสู่ศูนย์กลางหรือราชธานี  จึงลดบทบาทของเจ้านายลงและเพิ่มอำนาจให้ขุนนาง  เพื่อป้องกันการแย่งชิงอำนาจจากเชื้อพระวงศ์ เช่น ลดฐานะเมืองลูกหลวง เมืองหลานหลวงลงเป็นเมืองชั้นจัตวาและส่งขุนนางไปปกครองแทนเจ้านาย มีการแยกฝ่ายทหารและพลเรือนโดยใช้ขุนนางตำแหน่งสมุหพระกลาโหมดูแลกิจการฝ่ายทหาร  สมุหนายกดูแลกิจการฝ่ายพลเรือนทั่วราชอาณาจักร ทรงตรากฎมนเทียรบาลขึ้นเพื่อความมั่งคงของสถาบันกษัตริย์  นอกจากนี้ยังทรงตราพระราชกำหนดศักดินา  ได้แก่  พระอัยการตำแหน่งนาพลเรือนและพระอัยการตำแหน่งนาทหารหัวเมือง   พ.ศ. ๑๙๙๘  เพื่อประโยชน์ในการลำดับชั้นของบุคคลว่ามีศักดิ์ สิทธิ์ และอำนาจหน้าที่ต่างกันอย่างไร  เป็นการจัดระเบียบการปกครองให้มีแบบแผนรัดกุมกว่าเดิมในรัชสมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ อยุธยาทำสงครามยืดเยื้อกับอาณาจักรล้านนา ซึ่งมีพระเจ้าติโลกราชเป็นกษัตริย์ (ครองราชย์ พ.ศ. ๑๙๘๔ - ๒๐๓๐)  ทำให้สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถประทับที่เมืองพิษณุโลกนานถึง ๒๕ ปี  เพื่อดูแลหัวเมืองฝ่ายเหนือและเพื่อความสะดวกในการป้องกันการรุกรานของล้านนา  ในระยะนี้จึงถือว่าเมืองพิษณุโลกมีฐานะเป็นราชธานีของอาณาจักรอยุธยา
                สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถสวรรคตใน พ.ศ. 2031  ทรงอยู่ในราชสมบัติ 40 ปี นับว่านานที่สุดในบรรดากษัตริย์อยุธยาทุกพระองค์
 
 
สมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๒ (พระเชษฐาธิราช)
 
 
 
พระราชประวัติและพระราชกรณียกิจ

สมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๒  เป็นพระราชโอรสของสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ  ครองราชย์ พ.ศ. ๒๐๓๔  ถึง พ.ศ. ๒๐๗๒  
 
 
 
 

 

สมเด็จพระนเรศวรมหาราช
 
 
  พระราชประวัติและพระราชกรณียกิจ
 

                     
                            สมเด็จพระนเรศวรมหาราช   เป็นโอรสของสมเด็จพระมหาธรรมราชาในราชวงศ์สุโขทัยกับพระวิสุทธิกษัตริย์  พระราชธิดาของสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ  ประสูติเมื่อ  พ.ศ. ๒๐๙๘  ที่เมืองพิษณุโลกเมื่อพระชนมายุได้  ๙  พรรษา ทรงถูกส่งไปเป็นตัวประกันที่กรุงหงสาวดี  เพราะพม่ายึดเมืองพิษณุโลกได้  ทรงได้รับการเลี้ยงดูในฐานะพระราชบุตรบุญธรรมเป็นเวลา  ๗ ปี  จน พ.ศ. ๒๑๑๒  กรุงศรีอยุธยาเสียแก่พม่า พระมหาธรรมราชาได้รับการสถาปนาขึ้นเป็นกษัตริย์ของกรุงศรีอยุธยาในฐานะเมืองขึ้นของกรุงหงสาวดี  และอนุญาตให้พระนเรศวรกลับกรุงศรีอยุธยา  และได้รับการสถาปนาให้เป็นเจ้าเมืองพิษณุโลกและมีตำแหน่งอุปราช  ระหว่างนั้นทรงทำสงครามกับเขมรและพม่า   เพื่อป้องกันอยุธยา พระเจ้าหงสาวดีเห็นดังนี้จึงคิดกำจัดพระนเรศวร  แต่พระองค์ทรงทราบจึงทรงประกาศอิสรภาพที่เมืองแครง รวมเวลาที่กรุงศรีอยุธยาตกอยู่ภายใต้การปกครองของพม่าเป็นเวลา  ๑๕  ปี หลังจากประกาศอิสรภาพก็ทรงทำสงครามกับพม่าหลายครั้งและได้กวาดต้อนผู้คนจากหัวเมืองฝ่ายเหนือมาไว้เป็นกำลังได้มาก  ต่อมาในพ.ศ. ๒๑๓๓  สมเด็จพระธรรมราชาสวรรคต  พระนเรศวรจึงเสด็จขึ้นครองราชย์และทรงสถาปนาพระเอกาทศรถพระอนุชาขึ้นเป็นพระมหาอุปราช  พระราชภารกิจของพระองค์  ได้แก่  การทำศึกสงคราม  โดยเฉพาะสงครามครั้งสำคัญ  คือ  สงครามยุทธหัตถี  ที่ทรงรบกับพม่าที่ตำบลหนองสาหร่าย  ซึ่งพระองค์ทรงมีชัยชนะอย่างเด็ดขาดและถือเป็นพระเกียรติสูงสุด  เป็นวีรกรรมสุดยอดของกษัตริย์  แม้แต่ฝ่ายแพ้ก็ยังได้รับการยกย่องว่าเป็นนักรบแท้  หลังจากนั้นตลอดระยะเวลา ๑๕๐ ปี  กรุงศรีอยุธยาไม่ถูกรุกรานจากพม่าอีก  สมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงขยายอาณาเขตออกไปอย่างกว้างขวางครอบคลุมทั้งล้านนา ล้านช้าง  ไทใหญ่  และกัมพูชา  รวมถึงพม่า  ครั้งสุดท้าย  คือ  การเดินทัพไปตีเมืองอังวะ  ซึ่งพระองค์ประชวร  และสวรรคตที่เมืองหาง  ใน พ.ศ. ๒๑๔๘  พระชนมายุได้  ๕๐  พรรษา  เสวยราชสมบัติได้  ๑๕  ปี   สมเด็จพระนเรศวรมหาราช   ทรงเป็นวีรกษัตริย์ที่ได้รับการจารึกไว้ในประวัติศาสตร์ในฐานะผู้กอบกู้เอกราชให้แก่กรุงศรีอยุธยา  ประชาชนชาวไทยจึงยกย่องพระองค์ให้เป็น  มหาราช  พระองค์หนึ่ง 
 
 
 
 
  สมเด็จพระนารายณ์มหาราช 
 
พระราชประวัติ


                         สมเด็จพระนารายณ์มหาราช  เป็นพระราชโอรสของสมเด็จพระเจ้าปราสาททอง  กับพระอัครมเหสี  ประสูติเมื่อ พ.ศ. ๒๑๗๕  เมื่อยังทรงพระเยาว์ทรงได้รับการศึกษาทั้งด้านวิชาการ การกีฬา การล่าสัตว์  การขี่มา ขี่ช้าง และการแข่งเรือ  พระองค์มีแม่นม ๒  คน คอยดูแลอภิบาล  คือ  เจ้าแม่วัดดุสิตซึ่งเป็นมารดาของเจ้าพระยาโกษาธิบดี (ขุนเหล็ก)  และเจ้าพระยาโกษาธิบดี (ปาน) ราชทูตผู้มีชื่อเสียง แม่นมอีกคนหนึ่ง เป็นมารดาของพระเพทราชา พ.ศ. 2198    พระเจ้าปราสาททองประชวรหนักจึงทรงมอบราชสมบัติให้เจ้าฟ้าชัย พระโอรสองค์โต ซึ่งประสูติจากพระสนม เจ้าฟ้าชัยครองราชย์ได้ประมาณหนึ่งปี   ก็ถูกปลงพระชนม์โดยพระศรีสุธรรมราชา พระเจ้าอา พระอนุชา จากนั้นพระศรีสุธรรมราชาก็ขึ้นครองราชย์  และแต่งตั้งให้พระนารายณ์เป็นพระมหาอุปราชวังหน้า   หลังจากนั้นประมาณ   เดือนพระนารายณ์ก็ได้ปลงพระชนม์สมเด็จพระศรีสุธรรมราชา  เนื่องจากสมเด็จพระศรีสุธรรมราชาคิดจะเอาเจ้าฟ้าหญิงศรีสุวรรณหรือพระกนิษฐภคินีร่วมพระชนนีของพระนารายณ์มาเป็นพระชายา  หลังจากนั้นพระนารายณ์ก็เสด็จขึ้นครองราชย์สมเด็จพระนารายณ์มหาราชเสด็จขึ้นครองราชย์เป็นพระมหากษัตริย์ลำดับที่ ๔ ของพระราชวงศ์ปราสาททอง  ใน พ.ศ. ๒๑๙๙  ขณะพระชนมายุได้ ๒๕ พรรษา  ทรงพระนามว่าสมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๓ หรือสมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๓ หรือสมเด็จพระรามาธิบดีศรีสรรเพชญ์  แต่คนทั่วไปนิยมเรียก  สมเด็จพระนารายณ์  กรุงศรีอยุธยาในสมัยของสมเด็จพระนารายณ์มหาราช  มีความเจริญรุ่งเรืองมาก  
 
พระราชกรณียกิจที่สำคัญ
 
              - การลดส่วยและงดเก็บภาษีอากรจากราษฎรเป็นเวลา ๓ ปีเศษ
                       - การประกาศใช้กฎหมายพระราชกำหนดและกฎหมายเพิ่มเติมลักษณะรับฟ้อง
                       - การส่งเสริมงานด้านวรรณกรรม  หนังสือที่แต่งในสมัยนี้  เช่น  สมุทรโฆษคำฉันท์  โคลงทศรถสอนพระราม  โคลงพาลี-สอนน้อง  โคลงราชสวัสดิ์  เพลงพยากรณ์กรุงเก่า  เพลงยาวบางบท  รวมถึงวรรณกรรมชิ้นสำคัญ  คือ  โคลงเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนารายณ์ นับเป็น  ยุคทองแห่งวรรณกรรม  ของไทยยุคหนึ่ง  
                       - การทำศึกสงครามกับเชียงใหม่และพม่า พ.ศ.๒๒๐๓  และได้อัญเชิญพระพุทธสิหิงค์ ลงมาอยุธยาด้วย 
                       - ด้านความสัมพันธ์กับต่างประเทศนั้น  เจริญรุ่งเรืองมาทั้งประเทศตะวันออก เช่น จีน อินเดีย และประเทศตะวันตกที่สำคัญ ได้แก่ โปรตุเกส ฮอลันดา อังกฤษ และฝรั่งเศส  ทั้งด้านการเชื่อมสัมพันธไมตรีและการป้องกันการคุกคามจากชาติต่างๆ เหล่านี้จากพระราชกรณียกิจต่างๆ ดังกล่าว  จึงทรงได้รับการยกย่องว่าทรงเป็น มหาราช พระองค์หนึ่ง อีกทั้งในรัชสมัยของพระองค์ยังได้รับการยกย่องว่าเป็นยุคสำคัญด้านศิลปวัฒนธรรมยุคหนึ่งด้วย  สมเด็จพระนารายณ์มหาราชเสด็จสวรรคตใน พ.ศ. ๒๒๓๑  ที่เมืองลพบุรี ราชธานีแห่งที่สองที่พระองค์โปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้น 
สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช  
 
พระราชประวัติ

                          สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช มีนามเดิมว่า  สิน  ประสูติเมื่อวันที่ ๑ เมษายน พ.ศ. ๒๒๗๗   ในรัชสมัยสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ  เป็นบุตรของนายไหฮอง และนางนกเอี้ยง   เจ้าพระยาจักรีรับไปเป็นบุตรบุญธรรม   ต่อมาเข้ารับราชการจนได้ตำแหน่งหลวงยกกระบัตรเมืองตาก และเป็นเจ้าเมืองตากครั้นเมื่อพม่าล้อมกรุงใน พ.ศ. ๒๓๐๘  พระยาตากถูกเรียกตัวเข้าป้องกันพระนครหลวง  แต่เกิดท้อใจว่าหากสู้กับพม่าที่อยุธยาต้องเสียชีวิตโดยเปล่าประโยชน์เป็นแน่  จึงพาทัพตีฝ่าหนีไปตั้งตัวที่จันทบูร พอถึงเดือนเมษายน พ.ศ. ๒๓๑๐ กรุงศรีอยุธยา  ก็เสียแก่พม่า แต่หลังจากนั้น ๗ เดือน  พระยาตากก็ได้ยกทัพมาขับไล่พม่าออกจากกรุงศรีอยุธยาได้ทั้งหมด แต่เห็นว่ากรุงศรีอยุธยาเสียหายมาก  จึงสถาปนากรุงธนบุรีเป็นเมืองหลวง  และประกอบพิธีบรมราชาภิเษกขึ้นครองราชย์ใน พ.ศ. ๒๓๑๐ ทรงพระนามว่า สมเด็จพระบรมราชาที่ ๔   แต่คนทั่วไปนิยมออกพระนามว่า  สมเด็จพระเจ้าตากสิน  พร้อมทั้งพระราชทานนามเมืองว่า  กรุงธนบุรีศรีมหาสมุทร   เหตุที่เลือกธนบุรีเป็นเมืองหลวง  เนื่องจากทรงเห็นว่าธนบุรีเป็นเมืองเล็กป้องกันรักษาง่ายอยู่ใกล้ปากอ่าวสะดวกแก่การติดต่อค้าขายกับต่างชาติ และการลำเลียงอาวุธ มีเส้นทางคมนาคมสะดวกโดยเฉพาะทางเรือมีแม่น้ำคั่นกลาง  เช่นเดียวกับพิษณุโลกและสุพรรณบุรี  เพื่อจะได้ใช้กองทัพเรือสนับสนุนการรบ  และตั้งอยู่ไม่ไกลศูนย์กลางเดิมมากนัก เป็นแหล่งรวมขวัญและกำลังใจของผู้คน โดยอาศัยมีผู้นำที่เข้มแข็ง  
 
พระราชกรณียกิจที่สำคัญที่สุด
        การรวบรวมบรรดาหัวเมืองต่างๆ เข้าอยู่ภายใต้การปกครองเดียวกัน เนื่องจากมีคนพยายามตั้งตัวขึ้นเป็นผู้นำในท้องถิ่นต่างๆ มากมาย  เช่น  ชุมนุมเจ้าเมืองพิษณุโลก ชุมนุมเจ้าเมืองพิมาย ชุมนุมเจ้าเมืองนครศรีธรรมราช เป็นต้น    ตลอดรัชกาล มีศึกสงครามเกิดขึ้นมากมาย ได้แก่ ศึกพม่าที่บางกุ้ง ศึกเมืองเขมร ศึกเมืองเชียงใหม่ ศึกเมืองพิชัย ศึกบางแก้ว ศึกอะแซหวุ่นกี้ ศึกจำปาศักดิ์ ศึกวียงจันทน์   ซึ่งพระเจ้ากรุงธนบุรีได้รับชัยชนะในการศึกมาโดยตลอดในสมัยกรุงธนบุรีตอนปลาย  จากหลักฐานต่างๆ มีระบุไว้ว่า สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชทรงมีสติฟั่นเฟือน  ไม่อยู่ในทศพิธราชธรรม  กระทำการข่มเหงประชาราษฎร์ให้ได้รับความเดือดร้อน  เป็นเหตุให้เกิดความวุ่นวายในกรุงธนบุรี  พระยาสรรค์กับพวกควบคุมสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชไว้  ต่อมาสมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก (รัชกาลที่ ๑ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์)  ได้ยกทัพกลับจากการปราบจลาจลที่เขมร  และปรึกษากับเหล่าขุนนางกรณีสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช  โดยเห็นว่าควรนำไปประหารชีวิต สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช  สวรรคตเมื่อวันที่ ๖ เมษายน พ.ศ. ๒๓๒๕
พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช 
 
                                   พระราชประวัติ
 
พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช มีพระนามเดิมว่า ด้วง  ประสูติในรัชสมัยสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ  เมื่อวันที่ ๒๐ มีนาคม พ.ศ. ๒๒๗๙  พระบิดามีพระนามเดิมว่า ทองดี พระมารดาชื่อ หยก
                เมื่อทรงมีพระชันษา ๒๑ พรรษา  ทรงผนวชเป็นพระภิกษุ ๓ เดือน  เมื่อลาสิกขาก็ทรงเข้ารับราชการในแผ่นดินสมเด็จพระเจ้าอุทุมพร ครั้นถึงแผ่นดินสมเด็จพระเจ้าเอกทัศทรงได้รับตำแหน่งเป็นหลวงยกกระบัตร  ประจำเมืองราชบุรี  พระองค์ทรงมีความชำนาญในการรบอย่างยิ่ง  จึงได้รับพระราชทานปูนกำเหน็จความดีความชอบให้เลื่อนเป็นพระราชวรินทร์  พระยาอภัยรณฤทธิ์ พระยายมราชว่าที่สมุหนายก  เจ้าพระยาจักรี  และในที่สุดได้เลื่อนเป็นเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก   มีเครื่องยศอย่างเจ้าต่างกรม  เมื่อทรงตีได้เวียงจันทร์   พระองค์ได้อัญเชิญพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร (พระแก้วมรกต)  จากเมืองจันทน์มายังกรุงธนบุรีด้วย  ต่อมาเกิดเหตุจลาจลได้สำเร็จ  ข้าราชการและประชาชนจึงอัญเชิญเป็นพระมหากษัตริย์แทนสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช
 
                                     พระราชกรณียกิจ
 
           พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชทรงเป็นทั้งนักปกครองและนักการทหารที่ยอดเยี่ยม  ทรงแต่งตั้งให้เจ้านายที่เคยผ่านราชการทัพศึกมาทำหน้าที่ช่วยในการปกครองบ้านเมืองโปรดเกล้าฯ
                  - ให้ชำระกฎหมายให้สอดคล้องกับยุคสมัยของบ้านเมือง คือ กฎหมายตราสามดวง
                 - รวมถึงการชำระพระพุทธศาสนาให้บริสุทธิ์อันเป็นเครื่องส่งเสริมความมั่นคงของกรุงรัตนโกสินทร์
                  - นอกจากนี้พระองค์ยังคงทรงส่งเสริมวัฒนธรรมของชาติ  ทั้งด้านวรรณกรรมที่ทรงแสดงพระปรีชาสามารถในการประพันธ์  โดยพระราชนิพนธ์  บทละครเรื่องรามเกียรติ์  บทละครเรื่องอุณรุท  บทละครเรื่องอิเหนา  บทละครเรื่องดาหลัง  เพลงยาวรบพม่าที่ท่าดินแดง  นอกจากด้านวรรณกรรมแล้ว  พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชยังทรงส่งเสริมศิลปะด้านสถาปัตยกรรม  ประติมากรรม  และนาฏกรรม
                 - ภายหลังที่ครองกรุงรัตนโกสินทร์เพียง ๓ ปี  ได้เกิดศึกพม่ายกทัพมาตีเมืองไทย  พระองค์ทรงจัดกองทัพต่อสู้จนทัพพม่าแตกพ่าย  ยังความเป็นเอกราชให้กับแผ่นดินไทยมาจนทุกวันนี้  พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชทรงเป็นพระมหากษัตริย์ที่ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณอย่างล้นพ้นต่อพสกนิกรชาวไทย เป็น มหาราช อีกพระองค์หนึ่งในประวัติศาสตร์ไทยและทรงเป็นปฐมบรมกษัตริย์แห่งราชจักรีวงศ์  ที่ปกครองบ้านเมืองให้เกิดความสงบสุขจวบจนปัจจุบัน
 
 

 
 
พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
 
                        พระราชประวัติ
        พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระนามเดิมว่า สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้ามงกุฎ  เป็นพระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ ๒  กับกรมสมเด็จพระศรีสุริเยนทราบรมราชินี ทรงพระราชสมภพเมื่อวันที่ ๑๗  ตุลาคม พ.ศ. ๒๓๔๗ ในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชเมื่อพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยจะเสด็จสวรรคตนั้น  พระองค์มิได้ตรัสมอบราชสมบัติให้แก่เจ้านายพระองค์ใด  ที่ประชุมพระบรมวงศานุวงศ์และขุนนางผู้ใหญ่จึงปรึกษายกราชสมบัติให้แก่พระเจ้าลูกยาเธอกรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ ฝ่ายเจ้าฟ้ามงกุฎซึ่งทรงผนวชตามราชประเพณีก่อนพระราชบิดาสวรรคตไม่กี่วัน จึงได้ดำรงอยู่ในสมณเพศต่อไปถึง ๒๖ พรรษา ทำให้พระองค์มีเวลาทรงศึกษาวิชาการต่างๆ อย่างมากมาย  โดยเฉพาะภาษาต่างประเทศ เป็นเหตุให้ทรงทราบเหตุการณ์โลกภายนอกอย่างกระจ่างแจ้ง  ทั้งยังได้เสด็จธุดงค์จาริกไปนมัสการปูชนียสถานตามหัวเมืองห่างไกล ที่ทำให้ทรงทราบสภาพความเป็นอยู่ของราษฎรเป็นอย่างดี               
               เมื่อพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวสวรรคต ที่ประชุมพระบรมวงศานุวงศ์และขุนนางผู้ใหญ่จึงมีมติให้อัญเชิญเจ้าฟ้ามงกุฎขึ้นครองราชย์สมบัติ ในวันที่   เมษายน พ.ศ. ๒๓๙๔  ขณะที่มีพระชนมายุได้ ๔๖ พรรษา  
 
                                    พระราชภารกิจที่สำคัญ
 
           - การทำสนธิสัญญากับอังกฤษ  เพื่อแลกกับเอกราชของประเทศ  ยอมให้ตั้งสถานกงสุลและมีสิทธิสภาพนอกราชอาณาเขต  ยอมเลิกระบบการค้าผูกขาดเป็นการค้าเสรี  เก็บภาษีขาเข้าในอัตราร้อยชักสาม
                  - ทรงปรับปรุงการรักษาความมั่นคงของประเทศ  มีการตั้งข้าหลวงปักปันพระราชอาณาเขตชายแดนด้านตะวันตกร่วมกับอังกฤษ  ทรงจ้างผู้เชี่ยวชาญชาวยุโรปมาสำรวจทำแผนที่พระราชอาณาเขตชายแดนด้านตะวันออก  จ้างนายทหารยุโรปมาฝึกสอนวิชาทหารแบบใหม่  ทรงให้ต่อเรือกลไฟขึ้นใช้หลายลำและผลจากการทำสัญญากับอังกฤษทำให้เศรษฐกิจเจริญรุ่งเรืองมาก
                  - พระองค์จึงขยายพระนครออกไปทางทิศตะวันออก  ได้มีการขุดคลองและสร้างถนนขึ้นมากมาย เช่น คลองผดุงกรุงเกษม คลองภาษีเจริญ คลองดำเนินสะดวก ถนนเจริญกรุง ถนนบำรุงเมือง ถนนเฟื่องนคร
                 - ได้เกิดกิจการแบบตะวันตกขึ้นหลายอย่าง เช่น ใช้รถม้าเดินทาง มีตึกแบบฝรั่ง มีโรงสีไฟ โรงเลื่อยจักร เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีการรับชาวต่างประเทศเข้ามารับราชการ  ออกหนังสือราชกิจจานุเบกษา  ตั้งโรงกษาปณ์ ฯลฯ - พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้พระราชทานเสรีภาพในการนับถือศาสนา  เพราะทรงเห็นว่าไม่มีผลต่อกิจการแผ่นดิน
                 - พระองค์ได้ทรงบัญญัติกฎหมายขึ้นเกือบ 500 ฉบับ ซึ่งเป็นกฎหมายที่เต็มไปด้วยมนุษยธรรม
                - พระองค์ทรงเป็นนักวิทยาศาสตร์ ทรงยอมรับวิชาการทางตะวันตกมาใช้ เช่น การถ่ายรูป การก่อสร้าง และงานเครื่องจักร เป็นต้น  ทั้งยังทรงมีพระปรีชาสามารถในด้านดาราศาสตร์ คือ ทรงคำนวณเวลาเกิดสุริยุปราคาหมดดวงในประเทศไทย  ที่ตำบลหว้ากอ  แขวงเมืองประจวบคีรีขันธ์  ได้ว่าจะเกิดขึ้นวันที่ ๑๘ สิงหาคม พ.ศ. ๒๔๑๑  เวลา ๑๐.๓๒ นาฬิกา  เวลาดวงอาทิตย์มืดเต็มดวง  คือ  ๖ นาที ๔๖ วินาที และเหตุการณ์ได้เกิดขึ้นจริงตามที่ทรงคำนวณไว้ทุกประการ
 
               ในการเสด็จไปทอดพระเนตรสุริยุปราคาครั้งนั้นทำให้พระองค์ประชวรด้วยไข้จับสั่นอย่างแรง และเสด็จสวรรคตเมื่อวันที่ ๑  ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๑๑  สิริพระชนมายุได้ ๖๔ พรรษา  รวมเวลาครองราชย์ได้ ๑๗ ปีเศษ
 
 

 
 
 
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
 
                           พระราชประวัติ
                  พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เป็นพระราชโอรสในรัชกาลที่ ๔  และสมเด็จพระเทพศิรินทราบรมราชินี  พระราชสมภพเมื่อวันที่ ๒๐ กันยายน พ.ศ. ๒๓๙๖  มีพระนามเดิมว่า สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าจุฬาลงกรณ์ ทรงได้รับการศึกษาขั้นต้นในพระบรมมหาราชวัง เมื่อพระชนมายุ ๑๓ พรรษา ทรงเป็นกรมขุนพินิตประชานาถ เสวยราชย์เมื่อวันที่ ๑ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๑๑
                ขณะมีพระชนมพรรษาเพียง ๑๕ พรรษา  โดยมีเจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์ (ช่วง  บุนนาค)  เป็นผู้สำเร็จราชการแผ่นดิน  จนถึง พ.ศ. ๒๔๑๖ ทรงบรรลุนิติภาวะ  พระชนมพรรษาครบ ๒๐ พรรษา จึงมีพระราชพิธีบรมราชาภิเษกครั้งที่ ๒ ทรงครองราชสมบัติยาวนานถึง ๔๒ ปี  สวรรคตเมื่อวันที่ ๒๓ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๕๓
 
 พระราชกรณียกิจที่สำคัญ
 
        เพื่อให้ไทยเจริญก้าวหน้าทัดเทียมอารยประเทศและรอดพ้นจากภัยจักรวรรดินิยมที่กำลังคุกคามภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อยู่ขณะนั้น  รัชกาลที่ 5 ทรงพัฒนาและปรับปรุงประเทศทุกด้าน เช่น 
การปกครอง
                ทรงปฏิรูปการปกครองใหม่ตามอย่างตะวันตก  แยกการปกครองออกเป็น 3 ส่วน คือการปกครองส่วนกลาง  แบ่งเป็นกระทรวงต่างๆ การปกครองส่วนภูมิภาคโดยระบบเทศาภิบาลและการปกครองส่วนท้องถิ่นในรูปสุขาภิบาล กฎหมายและการศาล
                ให้ตั้งกระทรวงยุติธรรมรับผิดชอบศาลยุติธรรม  เป็นการแยกอำนาจตุลาการออกจากฝ่ายบริหารเป็นครั้งแรก  ยกเลิกจารีตนครบาล
                ที่ใช้วิธีโหดร้ายทารุณในการไต่สวนคดีความ  ตั้งโรงเรียนกฎหมายขึ้น และประกาศใช้ประมวลกฎหมายลักษณะอาญาอันเป็นประมวลกฎหมายฉบับแรกของไทย  การปรับปรุงกฎหมายและการศาลนี้เป็นลู่ทางที่ทำให้ประเทศไทยสามารถแก้ปัญหาสิทธิสภาพนอกอาณาเขตได้ในภายหลัง 
สังคมและวัฒนธรรม 
               ทรงยกเลิกระบบทาสและระบบไพร่ ให้ประชาชนมีอิสระในการดำรงชีวิต  ยกเลิกประเพณีที่ล้าสมัย  และรับเอาวัฒนธรรมตะวันตกเข้ามา 
การเงิน การธนาคารและการคลัง
                ผลจากการทำสนธิสัญญาเบาว์ริงในสมัยรัชกาลที่ ๔  ทำให้เศรษฐกิจการค้าขยายตัว  มีชาวต่างประเทศเข้ามาทำกิจการในประเทศไทยมากขึ้น  รัชกาลที่ ๕  จึงให้ออกใช้ธนบัตรและมีการกำหนดอัตราแลกเปลี่ยนที่แน่นอนเป็นครั้งแรก  ทรงอนุญาตให้ธนาคารพาณิชย์ของต่างประเทศเข้ามาตั้งสาขาและสนับสนุนให้คนไทยตั้งธนาคารพาณิชย์ขึ้น  ในด้านการคลัง มีการจัดทำงบประมาณแผ่นดินเป็นครั้งแรก  และปรับปรุงระบบจัดเก็บภาษีอากรให้มีประสิทธิภาพขึ้น 
สาธารณูปโภค
                ทรงให้สร้างถนนเพิ่มเติม ขุดคลองใหม่และลอกคลองเดิม  เพื่อใช้ในการคมนาคมและขยายพื้นที่เพาะปลูก  ทรงริเริ่มให้จัดกิจการสาธารณูปโภคหลายอย่างขึ้นเป็นครั้งแรก เช่น รถไฟ  รถราง  โทรเลข  ไปรษณีย์  โทรศัพท์  ไฟฟ้า  ประปา  การ
แพทย์และการสาธารณสุข
                ทรงปรับปรุงกิจการด้านนี้ให้เป็นแบบสมัยใหม่ เช่น ตั้งโรงพยาบาลวังหลัง (ศิริราช)  สภาอุณาโลมแดง (สภากาชาดไทย)  กรมสุขาภิบาล  โรงเรียนสอนแพทย์  โรงเรียนผดุงครรภ์และพยาบาล  เป็นต้น 
ารศึกษา
                มีการสร้างโรงเรียนหลวง  เพื่อให้การศึกษาแก่ราษฎรและทรงส่งพระราชโอรสและพระบรมวงศานุวงศ์ไปศึกษาต่างประเทศ จุดมุ่งหมายของการจัดการศึกษาก็เพื่อฝึกคนให้มีความรู้สำหรับเข้ารับราชการ               
การศาสนา 
               โปรดเกล้าฯ  ให้ตราพระราชบัญญัติลักษณะปกครองสงฆ์  จัดตั้งสถานศึกษาสงฆ์ คือ มหามกุฏราชวิทยาลัย  และให้มีการสังคายนาพระไตรปิฎก 
การทหาร
                ทรงปรับปรุงหน่วยทหารและอาวุธยุทธภัณฑ์ให้ทันสมัย  ตั้งกรมยุทธนาธิการซึ่งภายหลังเปลี่ยนเป็นกระทรวงกลาโหม  ตั้งโรงเรียนนายร้อยทหารบก  โรงเรียนนายเรือ  และตราพระราชบัญญัติเกณฑ์ทหารขึ้นใช้เป็นครั้งแรก
                ในการปรับปรุงพัฒนาประเทศในด้านต่างๆ  เนื่องจากในขณะนั้นคนไทยมีความรู้ความเชี่ยวชาญในวิทยาการสมัยใหม่ยังมีน้อย รัชกาลที่ ๕ จึงต้องทรงจ้างชาวต่างประเทศเข้ามาเป็นที่ปรึกษาและรับราชการเป็นจำนวนมาก ส่งวนใหญ่เป็นชาวตะวันตก เช่น อังกฤษ  อเมริกัน  เยอรมัน  ฝรั่งเศส  เบลเยียม  เดนมาร์ก  ที่เป็นชาวตะวันออกก็มีอยู่บ้าง เช่น ญี่ปุ่น  ลังกา  ปรากฏว่าชาวต่างประเทศที่จ้างมาทำงานได้ผลดีสร้างคุณประโยชน์ให้แก่ประเทศไทยเป็นอย่างมาก  บางคนได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็นถึงพระยา เจ้าพระยานอกจากนี้รัชกาลที่ 5  ยังทรงเป็นพระมหากษัตริย์ไทยพระองค์แรกที่เสด็จพระราชดำเนินต่างประเทศ  โดยได้เสด็จประพาสสิงคโปร์ของอังกฤษและเกาะชวาอาณานิคมของฮอลันดา  ต่อมาเสด็จประพาสอินเดียซึ่งเป็นอาณานิคมของอังกฤษ  ทรงนำความเจริญของดินแดนเหล่านี้มาประกอบในการพัฒนาประเทศไทย
                ใน พ.ศ. ๒๔๔๐ รัชกาลที่ ๑  เสด็จประพาสยุโรปครั้งที่ ๑  ได้เสด็จพระราชดำเนินเยือนประเทศต่าง ๆ  กว่า ๑๐ ประเทศ  เป็นผลดีต่อฐานะของประเทศไทยในสังคมระหว่างประเทศ  ต่อมาใน พ.ศ. ๒๔๔๙ ๒ - ๒๔๕๐ ได้เสด็จประพาสยุโรปเป็นครั้งที่ ๒  เพื่อเยี่ยมพระราชโอรสที่ศึกษาอยู่ในประเทศต่างๆ  และรักษาพระองค์ตามที่แพทย์ถวายคำแนะนำ  ในโอกาสเดียวกันทรงได้เจรจาเพื่อแก้ไขปัญหาทางการเมืองกับประเทศต่าง ๆ ด้วย  แม้ว่ารัชกาลที่ ๕  จะทรงพัฒนาประเทศทุก ๆ  ด้าน และพยายามผูกมิตรกับประเทศมหาอำนาจต่าง ๆ  แต่ประเทศไทยก็ยังไม่อาจรอดพ้นภัยจากลัทธิล่าอาณานิคมโดยสิ้นเชิง  ดังเช่นเกิดพิพาทกับฝรั่งเศสจนถึงขั้นปะทะกันที่ปากน้ำ สมุทรปราการ  ซึ่งเรียกว่าเหตุการณ์ ร.ศ. ๑๑๒ (พ.ศ. ๒๔๓๖)  เป็นต้น  รัชกาลที่ ๕ ต้องทรงยอมเสียดินแดนบางส่วนให้แก่ฝรั่งเศสและอังกฤษ  เพื่อรักษาเอกราชและดินแดนส่วนใหญ่ไว้   ทำให้ประเทศไทยรอดพ้นจากการเป็นอาณานิคมเพียงประเทศเดียวในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
                พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว  ทรงมีพระกรุณาธิคุณต่อประชาชนชาวไทยและประเทศไทยอย่างใหญ่หลวง  จึงทรงได้รับพระราชสมัญญาว่า  พระปิยมหาราช  อันหมายถึงว่า  ทรงเป็นที่รักยิ่งของปวงชนชาวไทย  และในโอกาสครบรอบ ๑๕๐ พรรษาแห่งวันคล้ายวันพระราชสมภพ  วันที่ ๒๐ กันยายน พ.ศ. ๒๕๔๖  องค์การศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ  หรือยูเนสโก (UNESCO)  ได้ประกาศยกย่องให้พระองค์เป็นบุคคลสำคัญและมีผลงานดีเด่นของโลกทางสาขาการศึกษา วัฒนธรรม สังคมศาสตร์ มานุษยวิทยา การพัฒนาสังคมและสื่อสาร 
สมเด็จเจ้าพระยา
บรมมหาศรีสุริยวงศ์
 
             สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ (ช่วง  บุนนาค)  เป็นบุตรชายคนใหญ่ของสมเด็จเจ้าพระยามหาประยูรวงศ์ (ดิศ)  กับท่านผู้หญิงจันทร์  เกิดเมื่อวันที่ ๒๓ ธันวาคม  พ.ศ. ๒๓๕๑  ในวัยเด็กได้รับการศึกษาจากวัด  เมื่อเข้าสู่วัยรุ่นในสมัยรัชกาลที่ ๒ บิดาซึ่งขณะนั้นเป็นพระยาพระคลัง  นำไปถวายตัวเป็นมหาดเล็ก และทำงานด้านพระคลังและกรมท่าอยู่กับบิดา  ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ ๓  รับราชการมีความชอบมาก  ได้เลื่อนบรรดาศักดิ์มาตามลำดับ  จนเป็นหมื่นไวยวรนาถ  ใน พ.ศ. ๒๓๘๔  และเป็นพระยาศรีสุริยวงศ์ในตอนปลายรัชกาล  ครั้นถึงสมัยรัชกาลที่ ๔  ได้เลื่อนขึ้นเป็นเจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์  ว่าที่สมุหกลาโหมเจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์เป็นผู้ฝักใฝ่สนใจศึกษาศิลปวิทยาของตะวันตก จึงจัดเป็นพวกหัวใหม่คนหนึ่งของสมัยนั้น  ท่านกับบิดาของท่านได้คอยช่วยเหลือสนับสนุนพวกมิชชันนารีที่เข้ามาสมัยรัชกาลที่ ๓  เพื่อให้เผยแพร่วิทยาการและเทคโนโลยีสมัยใหม่ออกไป  เมื่อเซอร์จอห์นเบาว์ริง  เข้ามาทำสนธิสัญญาเบาว์ริงกับไทยในสมัยรัชกาลที่ ๔ เจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์ทรงเป็น ๑ ใน ๕ ที่รัชกาลที่ ๔ ทรงแต่งตั้งให้เป็นที่ปรึกษาข้อสัญญากับเซอร์จอห์น เบาว์ริง  ทำการทำสนธิสัญญาสำเร็จลุล่วงได้ด้วยดี  และต่อมาท่านได้เป็นผู้แทนฝ่ายไทยในการทำสนธิสัญญาลักษณะเดียวกันกับนานาประเทศในตอนปลายรัชกาลที่ ๔  พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว  ซึ่งเป็นวังหน้าหรือพระมหาอุปราชสวรรคต รัชกาลที่ ๔ ไม่ได้ทรงตั้งผู้หนึ่งผู้ใดขึ้นแทน ครั้นเมื่อรัชกาลที่ ๔ สวรรคตใน พ.ศ. ๒๔๑๑  ที่ประชุมเสนาบดีและพระบรมวงศานุวงศ์จึงได้อัญเชิญเจ้าฟ้าจุฬาลงกรณ์ขึ้นเสวยราชย์เป็นพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว  และเชิญเจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์ขึ้นเป็นผู้สำเร็จราชการแผ่นดิน  โดยมีมติเป็นเอกฉันท์  นอกจากนี้ยังเชิญกรมหมื่นบวรวิชัยชาญ  พระโอรสองค์ใหญ่ของพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว  ขึ้นเป็นกรมพระราชวังบวงสถานมงคล แม้จะมีผู้คัดค้านว่าการตั้งผู้ดำรงตำแหน่งกรมพระราชวังบวรสถานมงคล  ควรให้เป็นพระราชอำนาจของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว  แต่เสียงส่วนใหญ่ก็เห็นว่าควงจะตั้งไปเลย  ทั้งนี้อาจเพราะเกรงใจ เจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์  ซึ่งสนับสนุนกรมหมื่นบวรวิชัยชาญนับเป็นครั้งแรกในสมัยรัตนโกสินทร์ที่พระมหากษัตริย์ขึ้นเสวยราชย์  ขณะพระชนมพรรษาเพียง ๑๕ พรรษา  และมีผู้ดำรงตำแหน่งผู้สำเร็จราชการแผ่นดินเป็นผู้ใช้อำนาจแทน  จึงมีผู้หวั่นเกรงว่าอาจมีการชิงราชสมบัติดังเช่นที่พระยากลาโหมกระทำในสมัยอยุธยา  แต่เหตุการณ์เช่นนั้นก็มิได้เกิดขึ้น  เจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์  ได้บริหารราชการมาด้วยความเรียบร้อย  พร้อมกันนั้นก็ได้จัดให้รัชกาลที่ ๕  ทรงได้รับการฝึกหัดการเป็นพระมหากษัตริย์ตามโบราณราชประเพณี  และให้ทรงเรียนรู้ศิลปวิทยาการสมัยใหม่ควบคู่ไปด้วย  นอกจากนั้นยังจัดให้เสด็จประพาสสิงคโปร์และชวาใน พ.ศ. ๒๔๓๑  อินเดียและพม่าใน พ.ศ. ๒๔๑๕  เพื่อทอดพระเนตรแบบแผนการปกครอง ขนบธรรมเนียมประเพณี ความเจริญของประเทศที่อยู่ในความปกครองของตะวันตก  ซึ่งรัชกาลที่ ๕ ได้ทรงนำแบบอย่างที่เหมาะสมมาปรับปรุงประเทศให้เจริญก้าวหน้าในเวลาต่อมาเมื่อรัชกาลที่ ๕  ทรงบรรลุนิติภาวะใน พ.ศ. ๒๔๑๖  ได้มีพระราชพิธีบรมราชาภิเษกเป็นครั้งที่ ๒  ซึ่งแสดงว่าจะทรงว่าราชการบ้านเมืองเอง  ในพระราชพิธีครั้งนี้โปรดเกล้าฯ  ให้เลื่อนบรรดาศักดิ์เจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์เป็นสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์
                แม้สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์จะพ้นจากตำแหน่งผู้สำเร็จราชกาลแผ่นดินแล้ว  แต่ก็คงทำหน้าที่ที่ปรึกษาราชการแผ่นดินต่อมา  จนถึงแก่พิราลัยใน พ.ศ. ๒๔๒๕  รวมอายุได้ ๗๔  ปี
 
 
 

 
 
 สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ
 กรมพระยาดำรงราชานุภาพ
 
         สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ  เป็นพระโอรสในรัชกาลที่ ๔  กับเจ้าจอมมารดาชุ่ม  มีพระนามเดิมว่า  พระองค์เจ้าดิศวรกุมาร  ประสูติเมื่อวันที่ ๒๑ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๐๕  ทรงได้รับการศึกษาเบื้องต้นในพระบรมหมาราชวัง  ในสมัยรัชกาลที่ ๕  ได้รับการสถาปนาเป็นกรมหมื่นดำรงราชานุภาพ  แล้วเลื่อนเป็นกรมหลวง  ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ ๖  ได้เลื่อนขึ้นเป็นกรมพระยา  และเมื่อถึงสมัยรัชกาลที่ ๗  ได้รับการสถาปนาเป็น สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ   สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาบ้านเมือง โดยเฉพาะการปฏิรูปประเทศในสมัยรัชกาลที่ ๕  ทรงปฏิบัติหน้าที่ราชการด้วนความวิริยะอุตสาหะ  มีความรอบรู้  มีความซื่อสัตย์  และจงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์ทุกพระองค์   
 
ผลงานสำคัญมี 3 ด้าน    
 
การศึกษา
 
                ใน พ.ศ. ๒๔๒๓  ทรงได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้บังคับการกรมทหารมหาดเล็ก จึงเกี่ยวข้องกับการศึกษามาตั้งแต่นั้น  เนื่องจากมีการตั้งโรงเรียนทหารมหาดเล็กขึ้นในกรมทหารมหาดเล็ก ต่อมาเปลี่ยนเป็นโรงเรียนพลเรือน  จนถึง พ.ศ. ๒๔๓๓  ทรงเป็นอธิบดีกรมศึกษาธิการและกำกับกรมธรรมการ  จึงปรับปรุงงานด้านการศึกษาให้ทันสมัย เช่น กำหนดจุดมุ่งหมายทางการศึกษาให้สอดคล้องกับความต้องการของประเทศ คือ ฝึกคนเพื่อเข้ารับราชการ กำหนดหลักสูตร เวลาเรียนให้เป็นแบบสากล  ทรงนิพนธ์แบบเรียนเร็วขึ้นใช้เพื่อสอนให้อ่านได้ภายใน ๓ เดือน  มีการตรวจคัดเลือกหนังสือเรียน  กำหนดแนวปฏิบัติราชการในกรมธรรมการ  และริเริ่มขยายการศึกษาออกไปสู่ราษฎรสามัญชน  เป็นต้น  
 
การปกครอง
 
                ทรงตำแหน่งเสนาบดีกระทรวงมหาดไทยคนแรกเป็นเวลานานถึง ๒๓ ปี ติดต่อกันตั้งแต่  พ.ศ. ๒๔๓๕ - ๒๔๕๘  ทรงมีบทบาทสำคัญในการวางรากฐานระบบการบริหารราชการแผ่นดินส่วนภูมิภาคในแนวใหม่  โดยยกเลิกการปกครองที่เรียกว่า  ระบบกินเมือง   ซึ่งให้อำนาจเจ้าเมืองมาก มาเป็นการรวมเมืองใกล้เคียงกันตั้งเป็นมณฑล  และส่งข้าหลวงเทศาภิบาลไปปกครองและจ่ายเงินเดือนให้พอเลี้ยงชีพ  ระบบนี้เป็นระบบการรวมอำนาจเข้าสู่ศูนย์กลาง  นอกจากนี้มีการตั้งหน่วยงานใหม่ขึ้นในกระทรวงมหาดไทย  เพื่อทำหน้าที่ดูแลทุกข์สุขราษฎร  เช่น  กรมตำรวจ  กรมป่าไม้  กรมพยาบาล  เป็นต้น  ตลอดเวลาที่ทรงดูแลงานมหาดไทย ทรงให้ความสำคัญแก่การตรวจราชการเป็นอย่างมาก เพราะ ต้องการเห็นสภาพเป็นอยู่ที่แท้จริงของราษฎร ดูการทำงานของข้าราชการ และเป็นขวัญกำลังใจแก่ข้าราชการหัวเมืองด้วย  
 
งานพระนิพนธ์
 
                ทรงนิพนธ์งานด้านประวัติศาสตร์ โบราณคดี และศิลปวัฒนธรรมไว้เป็นจำนวนมาก  ทรงใช้วิธีสมัยใหม่ในการศึกษาค้นคว้าประวัติศาสตร์และโบราณคดี  จนได้รับการยกย่องว่าเป็นบิดาทางโบราณคดีและประวัติศาสตร์ไทย    สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงลาออกจากตำแหน่งเสนาบดีกระทรวงมหาดไทยเมื่อ พ.ศ. ๒๔๕๘  ในสมัยรัชกาลที่ ๖  เนื่องจากมีปัญหาด้านสุขภาพ แต่ต่อมาเสด็จกลับเข้ารับราชการอีกครั้ง    ในตำแหน่งเสนาบดีมุรธาธร   และเมื่อถึงสมัยรัชกาลที่ ๗  ทรงดำรงตำแหน่งอภิรัฐมนตรี งานสำคัญอื่นๆ ที่ทรงวางรากฐานไว้  ได้แก่  หอสมุดสำหรับพระนคร  และงานด้านพิพิธภัณฑ์และหอจดหมายเหตุ สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพสิ้นพระชนม์เมื่อ พ.ศ. ๒๔๘๖  ทรงเป็นต้นราชสกุล ดิศกุล  ใน พ.ศ. ๒๕๐๕  ยูเนสโกประกาศยกย่องพระองค์ให้เป็นผู้มีผลงานดีเด่นทางด้านวัฒนธรรมระดับโลก นับเป็นคนไทยคนแรกที่ได้รับเกียรติจากสถาบันแห่งนี้ 
 
 
 
 
 
สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ
 
รมพระยาเทวะวงศ์วโรปการ  
 
 
           สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาเทวะวงศ์วโรปการ มีพระนามเดิมว่า พระองค์เจ้าวัญอุไทยวงศ์  ประสูติเมื่อวันที่ ๒๗ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๐๑  เป็นพระเจ้าลูกยาเธอองค์ที่สองในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว  และเจ้าจอมมารดาเปี่ยม
              เมื่อมีพระชันษา ๑๗ ปี  ทรงเข้ารับราชการทำหน้าที่ตรวจบัญชีคลังร่วมกับพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมพระนเรศร์วรฤทธิ์  ในสมัยนั้นการเก็บภาษีอากรของแผ่นดินยังไม่เป็นระเบียบ ผลประโยชน์ของแผ่นดินรั่วไหลมาก  พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงทรงปฏิรูปการปกครองแผ่นดินด้วยการตั้งหอรัษฎากรพิพัฒน์  อันเป็นต้นกำเนิดของกระทรวงการคลังขึ้น  มีการตั้งสำนักงานออดิต ออฟฟิศ  แล้วโปรดเกล้าฯ ให้พระองค์เจ้าเทวัญอุไทยวงศ์เป็นหัวหน้าพนักงาน  ซึ่งทรงปฏิบัติหน้าที่เป็นอย่างดี  ทรงพระปรีชารอบรู้ทั้งภาษาไทย  ภาษาอังกฤษ  และวิชาเลข  ต่อมาพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว  จึงโปรดเกล้าฯ  ให้ไปรับราชการช่วยเจ้าพระยาภาสกรวงศ์ (พร  บุนนาค)  ราชเลขฝ่ายต่างประเทศ  หลังจากนั้นทรงดำรงตำแหน่งเป็นราชเลขาธิการ  และได้รับพระกรุณาโปรดเกล้าฯ  สถาปนาให้ทรงกรม  เป็นกรมหมื่นเทวะวงศ์วโรปการ 
 เมื่อ  พ.ศ. ๒๔๒๔  กรมหมื่นเทวะวงศ์วโรปการ  ทรงริเริ่มให้มีการตั้งทูตไทยประจำราชสำนักต่างประเทศ เพื่อความสะดวกในการเจรจากับกงสุลต่างประเทศ  และทรงดำริที่จะทำสัญญากับอังกฤษจัดตั้งศาลต่างประเทศขึ้นที่เชียงใหม่ อันเป็นการ
เริ่มนำคนในบังคับต่างประเทศมาไว้ในอำนาจศาลไทย
 
ใน พ.ศ. ๒๔๒๔  ตำแหน่งเสนาบดีกรมท่าว่างลง จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ  แต่งตั้งกรมหมื่นเทวะวงศ์วโรปการเป็นเสนาบดีกรม  ต่อมาพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว  ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ  เลื่อนเป็นพระองค์เจ้าต่างกรมชั้นผู้ใหญ่เป็นกรมหลวงเทวะวงศ์วโรปการ  ดำรงตำแหน่งเสนาบดีกระทรวงการต่างประเทศ  ทรงพยายามที่จะหาทางรักษาไมตรีระหว่างไทยกับประเทศต่างๆ  ให้ดำเนินไปด้วยดี  กรณีวิกฤตการณ์ ร.ศ. ๑๑๒  มีการปะทะกันระหว่างเรือของฝรั่งเศสกับไทย  พระองค์ทรงช่วยผ่อนคลายสถานการณ์อันตึงเครียดถึงแม้ว่าจะต้องสูญเสียดินแดนไปบ้าง แต่ก็ยังคงรักษาเอกราชของไทยไว้ได้ นสมัยรัชกาลที่ ๖ กรมหลวงเทวะวงศ์วโรปการทรงดำรงตำแหน่งเสนาบดีสืบมา และพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว   ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ เลื่อนพระอิสริยยศเป็นกรมพระเทวะวงศ์วโรปการ
                เมื่อ พ.ศ. ๒๔๕๙  ทรงเป็นมหาอำมาตย์ยศเทียบเท่ากับจอมพลสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาเทวะวงศ์วโรปการสิ้นพระชนม์เมื่อวันที่ ๒๘ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๖๖  พระชันษา ๖๕ ปี  ทรงเป็นต้นราชสกุล  เทวกุล
 
 
 

 
 
สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ
 
จ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์
 
  
สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์   เป็นเจ้าฟ้าผู้ทรงพระปรีชาสามารถในวิชาการหลายแขนง ทรงเป็นปราชญ์ทางอักษรศาสตร์ ประวัติศาสตร์ ดนตรี และงานช่าง  พระองค์มีพระนามเดิมว่า  พระองค์เจ้าจิตรเจริญ  เป็นพระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว กับหม่อมเจ้าหญิงพรรณราย  ประสูติที่ตำหนักในพระบรมมหาราชวัง  เมื่อวันที่  ๒๘ เมษายน พ.ศ. ๒๔๐๖  ทรงได้รับการศึกษาขั้นต้นที่โรงเรียนคะเด็ตทหาร  จากนั้นผนวชเป็นสามเณรอยู่ที่วัดบวรนิเวศวิหาร  หลังจากนั้นทรงศึกษาวิชาการต่าง ๆ  และราชประเพณี
 
พระองค์เจ้าจิตรเจริญทรงผนวชเป็นพระภิกษุใน พ.ศ. ๒๔๒๗  ครั้นลาผนวชแล้ว  ทรงรัชราชการในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว  ทรงมีพระสติปัญญารอบรู้  เป็นที่วางพระราชหฤทัยจนได้รับพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เลื่อนพระอิสริยยศเป็น  พระเจ้าน้องยาเธอเจ้าฟ้ากรมขุนนริศรานุวัดติวงศ์ ทรงรับราชการในตำแหน่งสำคัญ  อยู่หลายหน่วยงานเพื่อวางรากฐานในการบริหารราชการให้มั่นคง ทั้งกระทรวงโยธาธิการ  กระทรวงพระคลัง  และกระทรวงวัง
 
               ใน พ.ศ. 2452  ทรงกราบบังคมลาออกจากราชการ เนื่องจากประชวร    ด้วยโรคพระหทัยโต  ทรงปลูกตำหนักอยู่ที่คลองเตย และเรียกตำหนักนี้ว่า  บ้านปลายเนิน  ครั้นเมื่อรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว  ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เลื่อนพระอิสริยยศเป็น  สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระนริศรานุวัดติวงศ์  และโปรดเกล้าฯ  ให้ทรงกลับเข้ารับราชการอีกครั้งหนึ่ง  จนกระทั่งมีการเปลี่ยนแปลงการปกครอง  จึงทรงพ้นจากตำแหน่ง
                ถึงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล  ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ  ให้เลื่อนกรมขึ้นเป็น  สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์   ในบั้นปลายพระชนม์ทรงประทับที่บ้านปลายเนินจนสิ้นพระชนม์ลงเมื่อวันที่ ๑๐ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๙๐  พระชันษา ๘๓ ปี  ทรงเป็นต้นราชสกุล  จิตรพงศ์ 
                สมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศนุวัดติวงศ์  ทรงมีพระปรีชาสามารถในงานช่างหลายแขนง ได้ทรงงานออกแบบไว้เป็นจำนวนมาก  ทั้งงานภาพเขียนในวรรณคดี  ภาพประดับผนัง  พระราชลัญจกรและตราสัญลักษณ์ต่าง ๆ  ตาลปัตร  ตลอดจนสถาปัตยกรรม  ซึ่งเป็นที่รู้จักแพร่หลาย เช่น พระอุโบสถวัดเบญจมบพิตรดุสิตวนาราม  พระอุโบสถวัดราชาธิวาส  พระอุโบสถวัดพระปฐมเจดีย์ ฯลฯ  ด้วยพระปรีชาสามารถทางด้านงานช่างนี้เอง  ทำให้ทรงได้รับพระสมัญญานามว่า  นายช่างใหญ่แห่งกรุงสยาม 
 
                 นอกจากนี้ยังทรงพระปรีชาสามารทางด้านดนตรี  ทรงพระนิพนธ์เพลงเขมรไทรโยค เพลงตับนิทราชาคริต เพลงตับจูล่ง ฯลฯ  ส่วนด้านวรรณกรรมทรงมีลายพระหัตถ์โต้ตอบกับสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ  ซึ่งภายหลังได้กลายเป็นเอกสารที่มีคุณค่าด้านประวัติศาสตร์โบราณคดี ศิลปวัฒนธรรมประเพณีและอักษรศาสตร์ ที่รู้จักกันทั่วไปในนาม  สาส์นสมเด็จ ความที่สมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์  ทรงพระปรีชาสามารถในวิชาการหลายแขนงจึงมิได้เป็นบุคคลสำคัญของชาติไทยเท่านั้น  หากแต่ทรงเป็นบุคคลที่ชาวโลกพึงรู้จัก โดยใน พ.ศ. ๒๕๐๖  อันเป็นวาระครบรอบร้อยปีแห่งวันประสูติ ยูเนสโกได้ประกาศให้พระองค์เป็นบุคคลสำคัญของโลกพระองค์หนึ่ง
 
ขรัวอินโข่ง  
 
ขรัวอินโข่ง  เป็นชื่อเรียกพระอาจารย์อิน  ซึ่งเป็นจิตรกรในสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว  ขรัวอินโข่งเป็นชาวบางจาน จังหวัดเพชรบุรี  บวชอยู่จนตลอดชีวิตที่วัดราชบูรณะ (วัดเลียบ)  กรุงเทพฯ  การที่ท่านบวชมานานจึงเรียกว่า ขรัว ส่วนคำว่า โข่ง นั้นเกิดจากท่านบวชเป็นเณรอยู่นานจนใคร ๆ  พากันเรียกว่า  อินโข่ง  ซึ่งคำว่า โข่ง หรือโค่ง หมายถึง ใหญ่หรือโตเกินวัยนั่นเอง
           ขรัวอินโข่ง  เป็นช่างเขียนไทยคนแรกที่มีความรู้ในการเขียนภาพทั้งแบบไทยที่นิยมเขียนกันมาแต่โบราณ และทั้งแบบตะวันตกด้วย นับเป็นจิตรกรคนแรกของไทยที่มีพัฒนาการเขียนรูปจิตรกรรมฝาผนังโดยการนำทฤษฎีการเขียนภาพแบบสามมิติแบบตะวันตกเข้ามาเผยแพร่ในงานจิตรกรรมของไทยในยุคนั้น ภาพต่าง ๆ  ที่ขรัวอินโข่งเขียนจึงมีแสง  เงา  มีความลึกและเหมือนจริง          
ผลงานของขรัวอินโข่งเป็นที่โปรดปรานของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวมาก เคยโปรดเกล้าฯ  ให้เขียนรูป
ต่างๆ  ตามแนวตะวันตกไว้ที่พระอุโบสถวัดบวรนิเวศวิหาร ซึ่งเป็นภาพเขียนแรก ๆ  ของขรัวอินโข่ง  นอกจากนั้นมีภาพเหมือนพงศาวดารกรุงศรีอยุธยาที่หอพระราชกรมานุสรณ์
 
          ภาพของขรัวอินโข่งเท่าที่มีปรากฏหลักฐานและมีการกล่าวอ้างถึง อาทิ ภาพเขียนชาดก เรื่องพระยาช้างเผือก  ที่ผนังพระอุโบสถ  และภาพสุภาษิตที่บานแผละ  หน้าต่างพระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม  ภาพพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์ในหอพระราชพงศานุสรณ์ในพระบรมมหาราชวัง ภาพปริศนาธรรมที่ผนังพระอุโบสถวัดบรมนิวาส  ภาพพระบรมรูปรัชกาลที่ ๔ ฯลฯ     
 
 
  
การเขียนภาพแบบตะวันตก
 
ที่ใช้แสงและเงาสร้างเป็นภาพ 3 มิติ
 
          ภาพเขียนจากฝีมือขรัวอินโข่งเหล่านี้มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว    โดดเด่น  แปลกตา  ใช้สีเข้มและสีอ่อน  แตกต่างจากงานจิตรกรรมที่เคยเขียนกันมาในยุคนั้น  ทำให้เกิดรูปแบบใหม่ของงานจิตรกรรมในสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวที่เรียกกันว่า  จิตรกรรมสกุลช่างขรัวอินโข่ง  ที่เป็นต้นกำเนิดของงานจิตรกรรมไทยในยุคต่อ ๆ  มา      
 
 
    
พระประดิษฐ์ไพเราะ  
(มี  ดุริยางกูร)  
 
              พระประดิษฐ์ไพเราะ  เป็นครูดนตรีไทยคนสำคัญของกรุงรัตนโกสินทร์  สันนิษฐานว่าเกิดตอนปลายสมัยรัชกาลที่ ๑  คนทั่วไปมักเรียกท่านว่า  ครูมีแขก  สมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์  ทรงสืบประวัติไว้ว่า  ครูปี่พาทย์ชื่อครูมีแขกนั้น  คือเป็นเชื้อแขก  ชื่อมี  ครูมีแขกเป็นผู้เชี่ยวชาญคนตรีไทยเกือบทุกประเภท  ทั้งยังแต่งเพลงด้วย เพลงที่มีชื่อเสียง ได้แก่ ทยอยนอก ทยอยใน 3 ชั้น
           ในสมัยรัชกาลที่ 4  เจ้านายหลายพระองค์รวบรวมคนหัดปี่พาทย์ขึ้นเล่นประชันวงกัน  ครูมี ได้เป็นครูปี่พาทย์ในพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว  ได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็น พระประดิษฐ์ไพเราะ  ตำแหน่งปลัดจางวางมหาดเล็ก
           ได้ว่ากรมปี่พาทย์ฝ่ายพระบรมมหาราชวัง ในสมัยรัชกาลที่ 5 ได้เป็นครูมโหรีของกรมสมเด็จพระสุดารัตนราชประยูร  นอกจากมีความสามารถในการเป่าปี่แล้ว  ครูมีแขกยังชำนาญในการสีซอสามสาย  โดยได้แต่งเพลงเดี่ยวเชิดนอกทางซอสามสายไว้ด้วย
          ครูมีแขกถึงแก่กรรมในสมัยรัชกาลที่ ๕  ประมาณระหว่าง พ.ศ. ๒๔๑๗ ๒๔๒๑   ทิ้งไว้เพียงชื่อเสียง คุณงามความดี และคุณูปการอันมากล้นสำหรับวงดนตรีไทย
 
 
 
ดร.แดน บีช แบรดเลย์
(Dr.Dan Beach Bradley)   
 
ดร.แดน บีช แบรดเลย์  ชาวไทยเรียกกันว่า  หมอบรัดเลย์  หรือ  ปลัดเล  เป็นชาวนิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกา  เกิดเมื่อ  พ.ศ. ๒๓๔๕  หมดบรัดเลย์เดินทางเข้ามายังสยาม เมื่อ พ.ศ. ๒๓๗๘   โดยพักอาศัยอยู่กับมิชชันนารี ชื่อ จอห์นสัน ที่วัดเกาะ  เมื่อเข้ามาอยู่เมืองไทย  ในตอนแรกหมอบรัดเลย์เปิดโอสถศาลาขึ้นที่ข้างใต้วัดเกาะ  รับรักษาโรคให้แก่ชาวบ้านแถวนั้น  พร้อมทั้งสอนศาสนาคริสต์ให้แก่ชาวจีนที่อยู่ในเมืองไทย  ส่วนซาราห์ ภรรยาของหมอเป็นครูสอนภาษาอังกฤษ
 
ต่อมาหมอบรัดเลย์ย้ายไปอยู่แถวโบสถ์วัดซางตาครูส  ขยายกิจการจากรับรักษาโรคเป็นโรงพิมพ์  โดยรับพิมพ์หนังสือเกี่ยวกับศาสนาคริสต์แจก  และพิมพ์ประกาศของทางราชการ  เรื่องห้ามนำฝิ่นเข้ามาในประเทศสยาม  เป็นฉบับแรก  จำนวน ๙,๐๐๐ แผ่น   เมื่อวันที่ ๒๗ เมษายน พ.ศ. ๒๓๘๒  อีกด้วย   กิจการโรงพิมพ์นี้นับเป็นประโยชน์สำหรับคนไทยมาก  เอกสารทางประวัติศาสตร์ที่สำคัญซึ่งคนรุ่นหลังได้ศึกษาส่วนหนึ่งก็มาจากโรงพิมพ์ของหมอบรัดเลย์  นอกจากนี้ท่านได้ออกหนังสือพิมพ์รายปีฉบับหนึ่ง ชื่อว่า  บางกอกคาเลนเดอร์ (Bangkok Calender)  ต่อมาได้ออกหนังสือพิมพ์รายปักษ์อีกฉบับหนึ่ง เมื่อ พ.ศ. ๒๓๘๗ ชื่อว่า  บางกอกรีคอร์เดอร์ (Bangkok Recorder)  นอกจากหนังสือพิมพ์แล้วยังได้พิมพ์หนังสือเล่มจำหน่ายอีกด้วย เช่น ไคเภ็ก  ไซ่ฮั่น  สามก๊ก  เลียดก๊ก  ห้องสิน ฯลฯ  หนังสือของหมอบรัดเลย์นั้น  เป็นที่รู้จักแพร่หลายในหมู่ขุนนางและราชสำนัก  โดยเฉพาะหนังสือพิมพ์ที่ลงบทความแสดงความคิดเห็นกันอย่างกว้างขวาง
 
นอกจากงานด้านโรงพิมพ์ที่หมอบรัดเลย์เข้ามาบุกเบิกและพัฒนาให้วงการสิ่งพิมพ์ไทยแล้ว งานด้านการแพทย์และด้านสาธารณสุขที่ท่านทำไว้ก็มิได้ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน  หมอบรัดเลย์นับว่าเป็นหมอฝรั่งคนแรกที่ได้นำเอาหลักวิชาแพทย์สมัยใหม่เข้ามาเผยแพร่ในเมืองไทย  มีการผ่าตัดและช่วยรักษาโรคต่างๆ  โดยใช้ยาแผนใหม่  ซึ่งช่วยให้คนไข้หายป่วยอย่างรวดเร็ว  ที่สำคัญที่สุด คือ การปลูกฝีป้องกันไข้ทรพิษ
 
              ด้วยคุณงามความดีที่หมอบรัดเลย์มีต่อแผ่นดินไทย  พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงได้พระราชทานพระบรมราชานุญาตให้พวกมิชชันนารีและหมอบรัดเลย์เช่าที่หลังป้อมวิไชยประสิทธิ์อยู่จนถึงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงพระราชทานให้อยู่โดยไม่ต้องเสียค่าเช่าจนกระทั่งหมอบรัดเลย์ถึงแก่กรรม เมื่อ พ.ศ. ๒๔๑๖  รวมอายุได้ ๗๑ ปี 
 
 
 
 
 
               พระกัลยาณไมตรี                                                
                                          (ดร.ฟรานซิส บี แซร์)   
                                    (Dr. Francis Bowes Sayre)
                                             
   ประวัติและผลงานที่สำคัญ
              พระยากัลยาณไมตรี  เกิดเมื่อ พ.ศ. ๒๔๒๘   ที่มลรัฐเพนซิลวาเนีย  สหรัฐอเมริกา  สำเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด  และได้เป็นศาสตราจารย์วิชากฎหมายของมหาวิทยาลัยแห่งนี้  ก่อนที่จะเข้ามารับราชการในประเทศไทยในตำแหน่งที่ปรึกษากระทรวงการต่างประเทศ ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๖๖ ถึง พ.ศ. ๒๔๖๘

 
                     ดร.แซร์  มีบทบาทสำคัญในการปลดเปลื้องข้องผูกพันตามสนธิสัญญาเบาว์ริงที่ไทยทำไว้กับประเทศอังกฤษในสมัยรัชกาลที่ ๔  และสนธิสัญญาลักษณะเดียวกันที่ไทยทำไว้กับประเทศอื่น ๆ  ซึ่งฝ่ายไทยเสียเปรียบมากในเรื่องที่คนในบังคับต่างชาติไม่ต้องขึ้นศาลไทย  และไทยจะเก็บภาษีจากต่างประเทศเกินร้อยละ ๓ ไม่ได้  ประเทศไทยพยายามหาทางแก้ไขสนธิสัญญาเสียเปรียบนี้มาโดยตลอด  ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ ๕ มาจนถึงสมัยรัชกาลที่ ๖  ปรากฏว่ามีเพียง ๒ ประเทศที่ยอมแก้ไขให้โดยยังมีข้อแม้บางประการ  ได้แก่  สหรัฐอเมริกาเป็นประเทศแรกที่ยอมแก้ไขใน พ.ศ. ๒๔๓๖  และญี่ปุ่นยอมแก้ไขใน พ.ศ. ๒๔๖๖
 
                 เมื่อ ดร.แซร์  เข้ามาประเทศไทยแล้ว  พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงแต่งตั้งให้เป็นผู้แทนประเทศไทยไปเจรจาขอแก้ไขสนธิสัญญากับประเทศในยุโรป  ดร.แซร์  เริ่มออกเดินทางไปปฏิบัติงานใน พ.ศ. ๒๔๖๗  การเจรจาเป็นไปอย่างยากลำบาก  โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเจรจากับอังกฤษและฝรั่งเศสซึ่งต่างก็พยายามรักษาผลประโยชน์ของตนเต็มที่  แต่เนื่องจาก ดร.แซร์  เป็นผู้มีวิริยอุตสาหะ  มีความสามารถทางการทูต  และมีความตั้งใจดีต่อประเทศไทย  ประกอบกับสถานภาพส่วนตัวของ ดร.แซร์  ที่เป็นบุตรเขยของประธานาธิบดีวูดโรว์ วิลสัน แห่งสหรัฐอเมริกา  จึงทำให้การเจรจาประสพความสำเร็จ  ประเทศในยุโรปที่ทำสนธิสัญญากับไทย ได้แก่  ประเทศอังกฤษ  ฝรั่งเศส  เนเธอร์แลนด์ สเปน โปรตุเกส เดนมาร์ก สวีเดน อิตาลี และเบลเยี่ยม  ยินยอมแก้สนธิสัญญาให้เป็นแบบเดียวกับที่สหรัฐอเมริกายอมแก้ให้
 
               ดร.แซร์  ถวายบังคมลาออกจากหน้าที่กลับไปสหรัฐอเมริกาใน พ.ศ. ๒๔๘๖  แต่ก็ยังยินดีที่จะช่วยเหลือประเทศไทย ดังเช่นใน พ.ศ. ๒๔๖๙  หลังจากที่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงขึ้นครองราชย์ได้ไม่นาน  ดร.แซร์ได้ถวายคำแนะนำเกี่ยวกับสถานการณ์บ้านเมือง และแนวทางแก้ปัญหาต่าง ๆ  ตามที่ทรงถามไป  และยังได้ร่างรัฐธรรมนูญถวายให้ทรงพิจารณาด้วย
 
              ากคุณงามความดีที่ ดร.แซร์  มีต่อประเทศไทย  จึงได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็นพระยากัลยาณไมตรี เมื่อ พ.ศ. ๒๔๗๐ และต่อมาใน พ.ศ. ๒๕๑๑  รัฐบาลไทยได้ตั้งชื่อถนนข้างกระทรวงต่างประเทศ (วังสราญรมย์)  ว่าถนนกัลยาณไมตรีพระยากัลยาณไมตรีถึงแก่อนิจกรรมที่ประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อ พ.ศ. ๒๕๑๕  อายุได้ ๘๗  ปี
 
   เรื่องน่ารู้
 
                      ดร.ฟรานซิส บี. แซร์  เป็นชาวตะวันตกคนที่ ๒  ที่ได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็น พระยากัลยาณไมตรีชาวตะวันตกคนแรกที่เป็นพระยากัลยาณไมตรี เป็นคนอเมริกันเช่นเดียวกับ ดร.แซร์  มีนามเดิมว่า  เจนส์ ไอเวอร์สัน เวสเตนการ์ด  (Jens Iverson Westengard)  เข้ามารับราชการในประเทศไทยในสมัยรัชกาลที่  ๕ - ๖  โดยใน พ.ศ. ๒๔๔๖ - ๒๔๕๑  เป็นผู้ช่วยที่ปรึกษาราชการแผ่นดิน  หลังจากนั้นเป็นที่ปรึกษาราชการแผ่นดินจนถึง พ.ศ. ๒๔๕๘  จึงกราบถวายบังคมลาออกกลับไปสหรัฐอเมริกา  เวสเตนการ์ดได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็นพระยากัลยาณไมตรี เมื่อ พ.ศ. ๒๔๕๔  และถึงแก่กรรม เมื่อ พ.ศ.  ๒๔๖๑  อายุ ๔๗  ปี

                                                                     
                                                ภาพจิตรกรรมฝาผนัง โดย ขรัวอินโข่ง   


ใน พ.ศ. ๒๐๕๔ โปรตุเกสได้เข้ามาติดต่อกับกรุงศรีอยุธยา นับเป็นชาวตะวันตกชาติแรกที่เข้ามาเจริญสัมพันธไมตรีกับไทย ไทยจึงเริ่มเรียนรู้ศิลปวิทยาของชาวตะวันตกโดยเฉพาะด้านการทหาร  ทำให้สมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๒  ทรงพระราชนิพนธ์ตำราพิชัย-สงครามของไทยได้เป็นครั้งแรก  นอกจากนี้ทรงให้ทำสารบัญชี  คือ  การตรวจสอบจัดทำบัญชีไพร่พลทั้งราชอาณาจักร นับเป็นการสำรวจสำมะโนครัวครั้งแรก  โดยทรงตั้งกรมสุรัสวดีให้มีหน้าที่สำรวจและคุมบัญชีไพร่พล
 
 

 ทางด้านศาสนา
              สมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๒ ทรงสร้างวัดพระศรีสรรเพชญ์ไว้ในเขตพระราชฐานและให้หล่อ  พระศรีสรรเพชญ์  สูง 8 วา  หุ้มทองคำ ไว้ในพระมหาวิหารของวัดด้วย  ในรัชสมัยนี้อยุธยาและล้านนายังเป็นคู่สงครามกันเช่นเดิมเนื่องจากกษัตริย์ล้านนา  คือ  พระเมืองแก้ว  (ครองราชย์ พ.ศ. ๒๐๓๘ - ๒๐๖๘)  พยายามขยายอาณาเขตลงมาทางใต้ จนถึง พ.ศ. ๒๐๖๕  มีการตกลงเป็นไมตรีกัน สงครามจึงสิ้นสุดลง