ส้มตำ
ส้มตำ เป็นอาหารที่คนอีสานชอบและกิน กินกับข้าวเหนียวหรือกินเล่น ๆก็ได้ คนภาคอีสานและภาคเหนือเรียกว่า ตำส้ม การทำส้มตำทำง่ายๆคือ นำมะละกอที่แก่จัดมาปลอกเปลือกออก ล้างเอายางออกให้สะอาดแล้วสับไปตามทางยาวของลูกมะละกอ สับได้ที่แล้วก็ซอยออกเป็นชิ้นบางๆ จะได้มะละกอเป็นเส้นเล็กๆ ปลายเรียว เมื่อได้ปริมาณมากตามต้องการแล้ว ต่อไปก็เตรียม พริก กระเทียม มะนาว น้ำปลา ถ้าเป็นส้มตำแบบอีสานแท้นั้นใช้น้ำปลาร้าแทนน้ำปลาหรือจะใช้ทั้งสองอย่าง
เมื่อเตรียมทุกอย่างครบแล้วก็นำ พริก กระเทียมมาใส่ลงในครก ใช้สากตำละเอียดพอประมาณ ใส่มะละกอที่ซอยไว้แล้วลงไป ตำให้พริก กระเทียม มะละกอคลุกเคล้ากันให้เข้ากันดี หากเตรียมมะเขือเทศและถั่วฝักยาวมาด้วยก็จะฝานผสมลงไป เติมมะนาว น้ำปลาร้า และน้ำปลา ตำคลุกเคล้ากันดีแล้ว ตักชิมรสดู เติมเปรี้ยวหรือเค็มตามต้องการ แล้วตักใส่จาน กินกับข้าวเหนียวได้พร้อมกับกับข้าวอย่างอื่น คนอีสานกินส้มตำเป็นกับข้าวได้ทุกมื้อ
ต่อมาตำส้มของชาวอีสานแพร่หลายลงมาภาคกลาง อาจเนื่องมาจากชาวอีสานมาทำงานเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะกรุงเทพมหานคร ตำส้มแบบอีสานก็แพร่หลายในกรุงเทพและส่วนอื่นๆของประเทศไทย โดยเฉพาะร้านข้าวเหนียวส้มตำจะแพร่หลายอยู่ตามกลุ่มคนงานชาวอีสาน นอกจากส้มตำก็จะมีไก่ย่าง ปลาดุกย่างและอาหารอื่นๆด้วย ส้มตำเลยเป็นที่นิยมแพร่หลาย การทำส้มตำจึงมีการปรับปรุงให้เหมาะสมกับคนภาคกลาง เช่น เพิ่มน้ำตาลให้มีรสหวาน เพิ่มถั่วลิสงคั่ว และกุ้งแห้ง ตัดปลาร้าออกใช้แต่น้ำปลาเป็นต้น ส้มตำ หรือ ตำส้มจึงมีรสดั้งเดิมแบบอีสาน หรือแบบภาคกลาง เรียกว่า ตำไทย ซึ่งออกรสหวาน ยิ่งกว่านั้นยังมีการเพิ่มปูดองเข้าไปอีกเพื่อเพิ่มรสชาติให้อร่อยมากยิ่งขึ้น
ตำส้มของชาวอีสาน ไม่เฉพาะแต่มะละกอเท่านั้น ผลไม้อย่างอื่นที่ยังไม่สุกก็นำมาทำเป็นตำส้มได้ เช่นขนุนอ่อน มะม่วง มะยม เป็นต้น
ปัจจุบัน ส้มตำมิใช่แพร่หลายเฉพาะในหมู่คนไทยเท่านั้น ส้มตำแพร่หลายออกไปจนกลายเป็นอาหารที่นานาชาติรู้จักและเป็นอาหารจานโปรดของนักท่องเที่ยวที่โรงแรมชั้นหนึ่งทุกแห่ง ที่สำคัญ ทหารอเมริกันที่มารบกับเวียดนาม มาประจำที่ฐานทัพในประเทศไทย ต่างก็ติดใจตำส้มอีสาน นำไปเผยแพร่ที่อเมริกาจนรู้จักกันไปทั่วโลกทีเดียว
อุทยานเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี
ซอยสมเด็จเจ้าพระยา 3 เขตคลองสาน กรุงเทพ
ซอยสมเด็จเจ้าพระยา 3 เขตคลองสาน กรุงเทพ
ความเป็นมา
อุทยานเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี เขตคลองสาน กรุงเทพมหานคร สร้างขึ้นตามกระแสพระราชดำริในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ตั้งแต่ พ.ศ. 2536 ที่จะให้อนุรักษ์ อาคารเก่าย่านนิวาสสถานเดิม ครั้งทรงพระเยาว์ของสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี เมื่อทรงทราบจากคณะสำรวจว่า ณ สถานที่แห่งนี้ มีอาคารเก่าซึ่งมีลักษณะและที่ตั้งใกล้เคียง "บ้าน" ที่สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนีเคยประทับ จึงมีพระราชประสงค์ ที่จะให้อนุรักษ์ไว้เป็นพิพิธภัณฑ์เทิดพระเกียรติสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี และพัฒนาพื้นที่เป็นสวนสาธารณะระดับชุมชน เพื่อให้ประชาชนทุกเพศทุกวัยใช้พักผ่อนหย่อนใจ ฟื้นฟูสุขภาพ ร่วมชุมนุมประกอบพิธี หรือ กิจกรรมรื่นเริงตามเทศกาลต่างๆ และเป็นแหล่งศึกษาพันธุ์ไม้ ซึ่งนายแดง นานา และนายเล็ก นานา ผู้ถือกรรมสิทธิ์ที่ดินได้พร้อมใจน้อมเกล้าฯ ถวายที่ดินจำนวน 4 ไร่
อุทยานเฉลิมพระเกียรติฯ จัดแบ่งบริเวณออกเป็น 2 ส่วนคือ
1. บริเวณสวนพักผ่อนทั่วไป จัดให้เป็นสวนสาธารณะระดับชุมชน แวดล้อมด้วยไม้หลากพันธุ์ โดยเฉพาะพันธุ์ไม้ไทยกลิ่นหอม เช่น ชำมะนาด พุดจีบ ปีบ ลั่นทม ฯลฯ เพื่อให้ประชาชนทุกเพศทุกวัยใช้เป็นที่พักผ่อนหย่อนใจ ฟื้นฟูสุขภาพ ร่วมชุมนุมประกอบพิธี หรือ กิจกรรมตามเทศกาลต่างๆ และเป็นแหล่งศึกษาพันธุ์ไม้ รวมถึงเป็นสถานที่จัดนิทรรศการ อบรมงานศิลปะ และงานฝีมือ โดยจัดให้ผสมกลมกลืนกับสภาพแวดล้อมตามธรรมชาติ
อุทยานเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี เขตคลองสาน กรุงเทพมหานคร สร้างขึ้นตามกระแสพระราชดำริในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ตั้งแต่ พ.ศ. 2536 ที่จะให้อนุรักษ์ อาคารเก่าย่านนิวาสสถานเดิม ครั้งทรงพระเยาว์ของสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี เมื่อทรงทราบจากคณะสำรวจว่า ณ สถานที่แห่งนี้ มีอาคารเก่าซึ่งมีลักษณะและที่ตั้งใกล้เคียง "บ้าน" ที่สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนีเคยประทับ จึงมีพระราชประสงค์ ที่จะให้อนุรักษ์ไว้เป็นพิพิธภัณฑ์เทิดพระเกียรติสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี และพัฒนาพื้นที่เป็นสวนสาธารณะระดับชุมชน เพื่อให้ประชาชนทุกเพศทุกวัยใช้พักผ่อนหย่อนใจ ฟื้นฟูสุขภาพ ร่วมชุมนุมประกอบพิธี หรือ กิจกรรมรื่นเริงตามเทศกาลต่างๆ และเป็นแหล่งศึกษาพันธุ์ไม้ ซึ่งนายแดง นานา และนายเล็ก นานา ผู้ถือกรรมสิทธิ์ที่ดินได้พร้อมใจน้อมเกล้าฯ ถวายที่ดินจำนวน 4 ไร่
อุทยานเฉลิมพระเกียรติฯ จัดแบ่งบริเวณออกเป็น 2 ส่วนคือ
1. บริเวณสวนพักผ่อนทั่วไป จัดให้เป็นสวนสาธารณะระดับชุมชน แวดล้อมด้วยไม้หลากพันธุ์ โดยเฉพาะพันธุ์ไม้ไทยกลิ่นหอม เช่น ชำมะนาด พุดจีบ ปีบ ลั่นทม ฯลฯ เพื่อให้ประชาชนทุกเพศทุกวัยใช้เป็นที่พักผ่อนหย่อนใจ ฟื้นฟูสุขภาพ ร่วมชุมนุมประกอบพิธี หรือ กิจกรรมตามเทศกาลต่างๆ และเป็นแหล่งศึกษาพันธุ์ไม้ รวมถึงเป็นสถานที่จัดนิทรรศการ อบรมงานศิลปะ และงานฝีมือ โดยจัดให้ผสมกลมกลืนกับสภาพแวดล้อมตามธรรมชาติ
บริเวณอุทยาน | |
2. บริเวณอนุรักษ์ประกอบด้วย
ศาลาทรงแปดเหลี่ยม สร้างขึ้นเพื่อเฉลิมฉลองในวโรกาสครบ 8 รอบ วันพระราชสมภพสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ปัจจุบันเป็นที่ประดิษฐานพระรูปสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี
ศาลาทรงแปดเหลี่ยม |
บ้านจำลอง เป็นการจำลองบ้านเดิมที่สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี เคยประทับเมื่อครั้งยังทรงพระเยาว์ แสดงออกถึงความเป็นอยู่เรียบง่ายแบบไทย
บริเวณบ้านจำลอง | ||
ในครัวบ้านจำลอง | |
อาคารพิพิธภัณฑ์ การบูรณะอาคารโบราณเพื่อปรับใช้เป็นอาคารพิพิธภัณฑ์ จัดแสดงนิทรรศการพระราชประวัติและพระราชกรณียกิจ ของสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี
อาคารวิชาการ เพื่อจัดนิทรรศการ มุมสำหรับอ่านหนังสือตลอดจนที่สำหรับใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์
อาคารศูนย์ศิลป์ศรีพิพัฒน์ (แพ บุนนาค) เป็นอาคารโบราณ เพื่อปรับใช้เป็นอาคารศูนย์ศิลป์ สำหรับจัดแสดงนิทรรศการทางศิลปะและวัฒนธรรมไทย โดยหมุนเวียนการจัดแสดงผลงานตลอดทั้งปี
แผ่นหินแกะสลัก เฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี โดยงานปติมากรรมแกะสลักแผ่นหินขนาดใหญ่แบบนูนต่ำ ตั้งอยู่กลางอุทยานฯ ใกล้บ้านจำลอง เป็นหินทรายสีเขียวนำมาจากที่โคราช ยาว 8 เมตร สูง 1 เซนติเมตร หนา 90 เซนติเมตร หนักประมาณ 32 ตัน โดยเป็นการจัดวางภาพพระราชกรณียกิจ และภาพริ้วกระบวนไหว้สาแม่ฟ้าหลวง
แผ่นหินแกะสลัก |
อาคารสำนักงาน บูรณะอาคารโบราณเพื่อปรับใช้บางส่วนเป็นอาคารสำนักงานสำหรับใช้ปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ บางส่วนของซากอาคารโบราณจะคงอนุรักษ์ให้เป็นส่วนหนึ่งของภูมินิทัศน์ เช่น ซุ้มประตูทางเข้าปรักหักพัง ซากของผนังกำแพงโบราณในบริเวณใกล้เคียงลานเอนกประสงค์
อุทยานเฉลิมพระเกียรติฯ แห่งนี้ จึงเปรียบประดุจพระราชอนุสรณ์สถานที่รำลึกถึงความรักความผูกพัน กอรปด้วยพระราชหฤทัย เปี่ยมไปด้วยกตัญญในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ทรงถวายแด่สมเด็จพระราชมารดาของพระองค์ ซึ่งผู้ได้รับประโยชน์จากอุทยานฯ แห่งนี้คือ เหล่าพสกนิกรทั้งหลาย ซึ่งจะเป็นสถานที่ไว้สำหรับศึกษาพระราชประวัติของสมเด็จย่า รวมถึงได้อนุรักษ์ต้นไม้ใหญ่ที่มีมาแต่เดิมอายุกว่า 100 ปี อาทิ ต้นโพธิ์ ต้นชงโค ต้นไทร จะร่มรื่นท่ามกลางหมู่อาคารโบราณและศิลปะร่วมสมัย อีกทั้งยังเป็นสถานที่ซึ่งแสดงออกถึงความจงรักภักดี ความปรองดองของชุมชนวัดอนงคารามที่ชนชาติทั้งไทย จีน ลาว แขก พุทธ มุสลิมพำนักอาศัยอยู่ร่วมทุกข์ร่วมสูขด้วยกันอย่างสันติ
โทรศัพท์ติดต่ออุทยานฯ : (662)0-2437-7799, 0-2439-0902, 0-2439-0896 โทรสาร. 0-2437-1853
รถประจำทางที่ผ่าน : สาย 6, 42, 43
วันเวลาที่ทำการ : เปิดทำการทุกวัน อุทยานฯ : เวลา 06.00-18.00 น.
พิพิธภัณฑ์ (หยุดวันนักขัตฤกษ์) : เวลา 09.00-16.00 น.
หากมาเยี่ยมชมเป็นหมู่คณะมีเจ้าหน้าที่ให้คำบรรยายและนำชมสถานที่ / ปฏิทินกิจกรรม : จัดกิจกรรมพิเศษในวันสำคัญ เกี่ยวกับสมเด็จย่า จัดกิจกรรมตามเทศการต่างๆ อาทิ วันคล้ายวันสวรรคต (18 กรกฎาคม), วันแม่แห่งชาติ (12 สิงหาคม), วันคล้ายวันพระราชสมภพ (21 ตุลาคม), วันเฉลิมพระชนมพรรษา (5 ธันวาคม), วันเด็กแห่งชาติ เป็นต้น
สถานที่ใกล้เคียงน่าสนใจ : ศาลเจ้าพ่อกวนอู (อยู่ติดริมแม่น้ำเจ้าพระยา มีท่าน้ำที่สามารถนำเรือมาจอด เพื่อเข้าชมอุทยานฯ ได้), ศาลเจ้าพ่อเสือ, วัดอนงคาราม, วัดพิชยญาติการาม, วัดประยูรวงศาวาส
เอกสารแจกเนื่องในงานแถลงข่าว "ฉลองครบรอบ 5 ปี อุทยานเฉลิมพระเกียรติสมเด็จย่า"
วัน พุธ ที่ 9 ตุลาคม 2545
อุทยานเฉลิมพระเกียรติฯ แห่งนี้ จึงเปรียบประดุจพระราชอนุสรณ์สถานที่รำลึกถึงความรักความผูกพัน กอรปด้วยพระราชหฤทัย เปี่ยมไปด้วยกตัญญในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ทรงถวายแด่สมเด็จพระราชมารดาของพระองค์ ซึ่งผู้ได้รับประโยชน์จากอุทยานฯ แห่งนี้คือ เหล่าพสกนิกรทั้งหลาย ซึ่งจะเป็นสถานที่ไว้สำหรับศึกษาพระราชประวัติของสมเด็จย่า รวมถึงได้อนุรักษ์ต้นไม้ใหญ่ที่มีมาแต่เดิมอายุกว่า 100 ปี อาทิ ต้นโพธิ์ ต้นชงโค ต้นไทร จะร่มรื่นท่ามกลางหมู่อาคารโบราณและศิลปะร่วมสมัย อีกทั้งยังเป็นสถานที่ซึ่งแสดงออกถึงความจงรักภักดี ความปรองดองของชุมชนวัดอนงคารามที่ชนชาติทั้งไทย จีน ลาว แขก พุทธ มุสลิมพำนักอาศัยอยู่ร่วมทุกข์ร่วมสูขด้วยกันอย่างสันติ
โทรศัพท์ติดต่ออุทยานฯ : (662)0-2437-7799, 0-2439-0902, 0-2439-0896 โทรสาร. 0-2437-1853
รถประจำทางที่ผ่าน : สาย 6, 42, 43
วันเวลาที่ทำการ : เปิดทำการทุกวัน อุทยานฯ : เวลา 06.00-18.00 น.
พิพิธภัณฑ์ (หยุดวันนักขัตฤกษ์) : เวลา 09.00-16.00 น.
หากมาเยี่ยมชมเป็นหมู่คณะมีเจ้าหน้าที่ให้คำบรรยายและนำชมสถานที่ / ปฏิทินกิจกรรม : จัดกิจกรรมพิเศษในวันสำคัญ เกี่ยวกับสมเด็จย่า จัดกิจกรรมตามเทศการต่างๆ อาทิ วันคล้ายวันสวรรคต (18 กรกฎาคม), วันแม่แห่งชาติ (12 สิงหาคม), วันคล้ายวันพระราชสมภพ (21 ตุลาคม), วันเฉลิมพระชนมพรรษา (5 ธันวาคม), วันเด็กแห่งชาติ เป็นต้น
สถานที่ใกล้เคียงน่าสนใจ : ศาลเจ้าพ่อกวนอู (อยู่ติดริมแม่น้ำเจ้าพระยา มีท่าน้ำที่สามารถนำเรือมาจอด เพื่อเข้าชมอุทยานฯ ได้), ศาลเจ้าพ่อเสือ, วัดอนงคาราม, วัดพิชยญาติการาม, วัดประยูรวงศาวาส
เอกสารแจกเนื่องในงานแถลงข่าว "ฉลองครบรอบ 5 ปี อุทยานเฉลิมพระเกียรติสมเด็จย่า"
วัน พุธ ที่ 9 ตุลาคม 2545
เอกสารแจกเนื่องในงานแถลงข่าว "ฉลองครบรอบ 5 ปี อุทยานเฉลิมพระเกียรติสมเด็จย่า"
วัน พุธ ที่ 9 ตุลาคม 2545
งาน "ฉลองครบรอบ 5 ปี อุทยานเฉลิมพระเกียรติสมเด็จย่า"
กำหนดการ
งาน "ฉลองครบรอบ 5 ปี อุทยานเฉลิมพระเกียรติสมเด็จย่า"
วันที่ 19-21 ตุลาคม 2545
ณ อุทยานเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี
วันเสาร์ที่ 19 ตุลาคม 2545
07.30 น. - เดินเท้าท่องเที่ยว "ตามรอยบ้านเดิมสมเด็จย่า"
09.00 - 16.30 น. - ซุ้มสาธิตและจำหน่ายงานศิลปะประดิษฐ์
- ซุ้มกิจกรรมทำมือ (งานไอเดีย)
10.00 - 19.00 น. - ซุ้มจำหน่ายงานศิลปะหัตถกรรม
11.00 - 12.00 น. - การแสดงดวลดนตรีไทย จาก โรงเรียนดนตรีเอื้อมอารีย์
14.00 - 15.00 น. - การแสดงลำตัดจากคณะ "ไฉน ลูกเมืองมีน"
16.30 - 18.30 น. - การแสดงดนตรีจากวงดนตรี "จารุกนก"
วัน พุธ ที่ 9 ตุลาคม 2545
งาน "ฉลองครบรอบ 5 ปี อุทยานเฉลิมพระเกียรติสมเด็จย่า"
เนื่องในวโรกาสวันคล้ายวันพระราชสมภพสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี วันที่ 21 ตุลาคม 2545 และเป็นปี แห่งการครบรอบ 5 ปีของการก่อตั้งอุทยานเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ทางอุทยานเฉลิมพระเกียรติฯ จึงได้กำหนดจัดงาน "ฉลองครบรอบ 5 ปี อุทยานเฉลิมพระเกียรติสมเด็จย่า" ขึ้นระหว่างวันที่ 19-21 คุลาคม 2545 ภายในงานจะเป็นการรวบรวมกิจกรรมต่างๆ ที่ทางอุทยานเคยจัดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นศิลปะการแสดงและดนตรี, กิจกรรมอบรมเกี่ยวกับงานศิลปะประดิษฐ์, กิจกรรมศิลปะกลางสวน และกิจกรรมที่น่าสนใจอีกมากมาย โดยจัดในรูปแบบของการออกร้านจำหน่ายศิลปะหัตถกรรม, การสาธิตและการอบรม อาทิ การสอนพับดอกบัวจากวิทยาลัยในวัง หรือ การสอนเพ้นท์เสื้อ เป็นต้น อีกทั้งจะมีพิธีเปิดนิทรรศการศิลปะ ที่ศูนย์ศิลป์ศรีพิพัฒน์ (แพ บุนนาค) และ โครงการ "102 จิตรกรรมรำลึกถึงสมเด็จย่า" โดยให้นักเรียน นักศึกษา ประชาชนทั่วไปและศิลปินร่วมเขียนภาพ ในหัวข้อ "รำลึกถึงสมเด็จย่า" จำนวน 102 ภาพ ซึ่งเป็นวาระครบรอบ 102 ปีแห่งการเสด็จพระราชสมภพสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี โดยภาพที่ได้จะนำมาจัดเป็นนิทรรศการกลางแจ้ง ณ ลานแผ่นหินแกะสลัก อุทยานเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี(ตามรายละเอียดกำหนดการที่แนบมา)
วัตถุประสงค์
1. เพื่อเฉลิมพระเกียรติและรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี
2. เพื่อเฉลิมฉลองครบรอบ 5 ปี อุทยานเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี
3. เพื่อให้ประชาชนได้เข้าร่วมกิจกรรมต่างๆ ที่ทางอุทยานจัดขึ้น
4. เพื่อสงเสริมกิจกรรมของอุทยานทั้งด้านศิลปะและวัฒนะธรรม
5. เพื่อประชาสัมพันธ์กิจกรรมของอุทยานฯ ให้เป็นที่รู้จักแพร่หลายมากยิ่งขึ้น
กลุ่มเป้าหมาย
ประชาชนทั่วไป, นักเรียนและนักศึกษารูปแบบการจัดงาน
วันที่ 19 ตุลาคม 2545 กิจกรรมต่างๆ จะเน้นในเรื่องของศิลปวัฒนธรรมไทย
วันที่ 20 ตุลาคม 2545 กิจกรรมต่างๆ จะเน้นในเรื่องของศิลปะร่วมสมัย
วันที่ 21 ตุลาคม 2545 พิธีทำบุญตักบาตรและวางพานพุ่มถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จย่า และกิจกรรมเกี่ยวกับเยาวชน
วัตถุประสงค์
1. เพื่อเฉลิมพระเกียรติและรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี
2. เพื่อเฉลิมฉลองครบรอบ 5 ปี อุทยานเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี
3. เพื่อให้ประชาชนได้เข้าร่วมกิจกรรมต่างๆ ที่ทางอุทยานจัดขึ้น
4. เพื่อสงเสริมกิจกรรมของอุทยานทั้งด้านศิลปะและวัฒนะธรรม
5. เพื่อประชาสัมพันธ์กิจกรรมของอุทยานฯ ให้เป็นที่รู้จักแพร่หลายมากยิ่งขึ้น
กลุ่มเป้าหมาย
ประชาชนทั่วไป, นักเรียนและนักศึกษารูปแบบการจัดงาน
วันที่ 19 ตุลาคม 2545 กิจกรรมต่างๆ จะเน้นในเรื่องของศิลปวัฒนธรรมไทย
วันที่ 20 ตุลาคม 2545 กิจกรรมต่างๆ จะเน้นในเรื่องของศิลปะร่วมสมัย
วันที่ 21 ตุลาคม 2545 พิธีทำบุญตักบาตรและวางพานพุ่มถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จย่า และกิจกรรมเกี่ยวกับเยาวชน
กำหนดการ
งาน "ฉลองครบรอบ 5 ปี อุทยานเฉลิมพระเกียรติสมเด็จย่า"
วันที่ 19-21 ตุลาคม 2545
ณ อุทยานเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี
วันเสาร์ที่ 19 ตุลาคม 2545
07.30 น. - เดินเท้าท่องเที่ยว "ตามรอยบ้านเดิมสมเด็จย่า"
09.00 - 16.30 น. - ซุ้มสาธิตและจำหน่ายงานศิลปะประดิษฐ์
- ซุ้มกิจกรรมทำมือ (งานไอเดีย)
10.00 - 19.00 น. - ซุ้มจำหน่ายงานศิลปะหัตถกรรม
11.00 - 12.00 น. - การแสดงดวลดนตรีไทย จาก โรงเรียนดนตรีเอื้อมอารีย์
14.00 - 15.00 น. - การแสดงลำตัดจากคณะ "ไฉน ลูกเมืองมีน"
16.30 - 18.30 น. - การแสดงดนตรีจากวงดนตรี "จารุกนก"
วันอาทิตย์ที่ 20 ตุลาคม 2545
09.00 - 16.30 น. - ซุ้มสาธิตและจำหน่ายงานศิลปะประดิษฐ์ - ซุ้มกิจกรรมทำมือ (งานไอเดีย)
10.00 - 14.00 น. - ประชาชนทั่วไปร่วมเขียนภาพในโครงการ "102 จิตกรรมรำลึกถึงสมเด็จย่า"
10.00 - 19.00 น. - ซุ้มจำหน่ายงานศิลปะหัตถกรรม
11.00 - 11.30 น. - การแสดงดนตรีบรรเลงกีต้าร์
14.00 - 15.30 น. - การแสดงดนตรี Saxophone Quartet จากวง Dr.Sax School Of Music
16.30 - 17.00 น. - Solo Performance โดย วรรณศักดิ์ ศิริหล้า
18.00 - 19.00 น. - พิธีเปิดงานนิทรรศการศิลปะ "สองสื่อ สองสมัย" โดย ประพันธ์ ศรีสุตา
- การแสดงดนตรีจากวง Brass Quintet
19.00 น. - การแสดงดนตรีจากกลุ่มศิลปินอิสระ "Independent Artists"
09.00 - 16.30 น. - ซุ้มสาธิตและจำหน่ายงานศิลปะประดิษฐ์ - ซุ้มกิจกรรมทำมือ (งานไอเดีย)
10.00 - 14.00 น. - ประชาชนทั่วไปร่วมเขียนภาพในโครงการ "102 จิตกรรมรำลึกถึงสมเด็จย่า"
10.00 - 19.00 น. - ซุ้มจำหน่ายงานศิลปะหัตถกรรม
11.00 - 11.30 น. - การแสดงดนตรีบรรเลงกีต้าร์
14.00 - 15.30 น. - การแสดงดนตรี Saxophone Quartet จากวง Dr.Sax School Of Music
16.30 - 17.00 น. - Solo Performance โดย วรรณศักดิ์ ศิริหล้า
18.00 - 19.00 น. - พิธีเปิดงานนิทรรศการศิลปะ "สองสื่อ สองสมัย" โดย ประพันธ์ ศรีสุตา
- การแสดงดนตรีจากวง Brass Quintet
19.00 น. - การแสดงดนตรีจากกลุ่มศิลปินอิสระ "Independent Artists"
วันจันทร์ที่ 21 ตุลาคม 2545
07.00 - 08.00 น. - พิธีทำบุญตักบาตรพระสงฆ์ 102 รูป เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี
08.00 - 09.00 น. - พิธีให้ธรรมโอวาท โดยสมเด็จพระมหาธีราจารย์ เจ้าอาวาสวัดชนะสงคราม
09.00 - 10.00 น. - พิธีวางพานพุ่มถวายราชสักการะพระรูปสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี
09.00 - 16.30 น. - ซุ้มสาธิตและจำหน่ายงานศิลปะประดิษฐ์
- ซุ้มกิจกรรมทำมือ (งานไอเดีย)
- การแสดงและการละเล่นเด็กไทย จากโรงเรียนในเขตคลองสาน
- บริการสาธารณสุข จากสำนักแพทย์ กทม.
10.00 - 19.00 น. - ซุ้มจำหน่ายงานศิลปะหัตถกรรม
11.00 - 12.00 น. - การแสดงอังกะลุงและดนตรีไทย จากร.ร.ในเขตคลองสาน
13.00 - 14.00 น. - กลุ่มยายกับตา สอนน้องๆ ทำหุ่นมือ และร่วมแสดงละครหุ่น
15.30 - 16.30 น. - การแสดงหุ่นกระบอกพื้นบ้าน จากคณะสี่ดรุณี จังหวัดเพชรบุรี
17.30 - 18.30 น. - การแสดงดนตรีจากวง "BSO Light Orchestra"
07.00 - 08.00 น. - พิธีทำบุญตักบาตรพระสงฆ์ 102 รูป เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี
08.00 - 09.00 น. - พิธีให้ธรรมโอวาท โดยสมเด็จพระมหาธีราจารย์ เจ้าอาวาสวัดชนะสงคราม
09.00 - 10.00 น. - พิธีวางพานพุ่มถวายราชสักการะพระรูปสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี
09.00 - 16.30 น. - ซุ้มสาธิตและจำหน่ายงานศิลปะประดิษฐ์
- ซุ้มกิจกรรมทำมือ (งานไอเดีย)
- การแสดงและการละเล่นเด็กไทย จากโรงเรียนในเขตคลองสาน
- บริการสาธารณสุข จากสำนักแพทย์ กทม.
10.00 - 19.00 น. - ซุ้มจำหน่ายงานศิลปะหัตถกรรม
11.00 - 12.00 น. - การแสดงอังกะลุงและดนตรีไทย จากร.ร.ในเขตคลองสาน
13.00 - 14.00 น. - กลุ่มยายกับตา สอนน้องๆ ทำหุ่นมือ และร่วมแสดงละครหุ่น
15.30 - 16.30 น. - การแสดงหุ่นกระบอกพื้นบ้าน จากคณะสี่ดรุณี จังหวัดเพชรบุรี
17.30 - 18.30 น. - การแสดงดนตรีจากวง "BSO Light Orchestra"
ดนตรีในสวน | หัวโขนที่นำมาแสดงในวันแถลงข่าว |
ฝ่ายต้อนรับวันงานแถลงข่าว | กิจกรรมในงาน |
ผู้มาราวมงานแถลงข่าว | แถลงข่าว |
พิธีโกนผมจุก | |
ในปัจจุบันนี้ เราจะมองหาเด็กที่ไว้ผมจุกแทบจะไม่มีเลยก็ว่าได้ เพราะโลกได้เจริญขึ้นและวัฒนธรรมใหม่ๆ ได้มีบทบาทในประเทศไทยแผ่คลุมทั่วไปหมด พิธีกรรมโบราณ ซึ่งบรรพบุรุษของเราเคยปฏิบัติมาหลายชั่วอายุคนก็ค่อยๆ หายสูญไป เหลือแต่เพียงอยู่ในความทรงจำเท่านั้น และอีกประการหนึ่ง การไว้ผมจุกให้แก่บุตรหลานตามสมัยโบราณนั้น นับได้ว่าเป็นเรื่องที่ยุ่งยากและมีพิธีรีตองมากมาย สู้เอาไว้ผมตามแบบธรรมดาดีกว่า และถ้าเป็นเด็กผู้หญิงก็ไว้ยาวเสียเลยทีเดียวม้าก้านกล้วย คนไทยรู้จักธรรมชาติและสภาพแวดล้อมเป็นอย่างดี เมื่อตั้งบ้านเรือนเป็นกลุ่ม เป็นหมู่บ้านก็ปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อม ใช้และรักษาธรรมชาติ และสภาพแวดล้อมอย่างชาญฉลาด เด็กไทยก็ดัดแปลงสิ่งที่อยู่ใกล้ตัวมาทำเป็นของเล่นได้อย่างเหมาะสมและสนุกสนาน ม้าก้านกล้วย เป็นของเล่นที่เด็กผู้ชายที่อยู่ในวัยซุกซนชื่นชอบมาก เด็กไทยทั่วไปจะรู้จักการเล่นม้าก้านกล้วยเป็นอย่างดี วิธีทำม้าก้านกล้วย ทำง่าย เด็กๆสามารถทำเล่นเองได้ ถ้าอยากเล่นม้าก้านกล้วย เด็กๆก็จะถือมีดเข้าไปในสวนหรือที่ทั่วไปตามบริเวณบ้านที่มีต้นกล้วย เพราะหมู่บ้านคนไทยจะปลูกต้นกล้วยไว้แทบทุกหลังคาเรือน เมื่อเลือกใบกล้วยที่มีความยาวพอเหมาะ ก็จะตัดใบกล้วยมา เอามีดเลาะเอาใบกล้วยออก เหลือไว้ที่ปลายใบเล็กน้อยเพื่อให้เป็นหางม้า ที่ก้านด้านโคนจะมีขนาดใหญ่เกือบเท่าข้อมือของเด็กๆ ด้านนี้เอง เด็กๆจะกะความยาวประมาณหนึ่งคืบ หรือสองคืบ แล้วเอามีดฝานแฉลบด้านข้างของก้านตรงที่กะไว้ฝานบางๆไปทางด้านโคนทั้งสองข้าง เพื่อให้เป็นหูม้า พอได้ขนาดหูยาวตามต้องการแล้วก็เอามือหักก้านกล้วยตรงที่กะจะให้เป็นโคนหูม้า ก้านกล้วยก็จะกลายเป็นรูปม้ามีหูม้าชันขึ้นทั้งสองข้าง เสร็จแล้วก็เอาแขนงไม้ใผ่มาเสี้ยมปลายให้แหลม ความยาวประมาณคืบเศษ เสียบหัวม้าที่พับเอาไว้ เสียบทะลุไปที่ก้าน ไม้ที่เสียบก็จะมีลักษณะเหมือนสายบังเหียนที่ผูกปากม้ากับคอม้า เสร็จแล้วก็ทำเชือกกล้วยมาผูกด้านหัวม้าและหางม้า ทำเป็นสายสะพายบ่า แค่นี้ก็เสร็จ หาแขนงไม้ไผ่มา ๑ อัน ทำเป็นแส้ขี่ม้า ตอนนี้ก็พร้อมที่จะเล่นม้าก้านกล้วยได้แล้ว การเล่นม้าก้านกล้วยก็แล้วแต่เด็กๆจะคิดเล่น เช่น เล่นควบม้าวิ่งแข่งกันหาคนชนะ ควบม้าจัดกระบวนทัพต่อสู้กัน หาอาวุธตามรั้วคือแขนงไม้ไผ่มาทำเป็นดาบรบกัน หรือจะวิ่งแข่งกันเป็นคู่ๆ หากไม่มีเพื่อนก็ควบเล่นคนเดียวที่ลานบ้านหรือเลี้ยวไปตามป่ากล้ายในสวนก็ได้ ม้าก้านกล้วย นอกจากเด็กๆจะทำเล่นได้เอง วัสดุก็หาง่าย วิธีเล่นก็ฝึกความคิด ฝึกการเล่นเป็นหมู่คณะมีผู้นำ ผู้ตาม วิธีเล่นก็เหมาะกับเด็กๆ ได้ออกกำลังกาย ได้เคลื่อนไหวเหมาะแก่วัยของเด็กๆ ม้าก้านกล้วยเป็นการละเล่นที่ง่ายและมีประโยชน์และเป็นภูมิปัญญาของคนไทยที่น่าสนใจอย่างยิ่ง |